Arunee 的个人资料๑۩۞۩๑ Code Name: GGY Ro...照片日志列表更多 工具 帮助

日志


4月7日

Italy

วันที่ 10 : Milano

 

โอยๆ นั่งรถไฟนอนมาเมื่อคืน ห้องนึงอยู่ได้ 6 คน มีสองฟาก ฟากละสามชั้น อึดอึดมาก

ไม่รู้รถไฟไทยเป็นยังไง แต่เห็นกะเหรี่ยงที่เหลือบอกว่า รถไฟไทยดีกว่านี้  เราก้อนอนห้องเดียวกะผุ้โดยสารคนอื่น

 ที่เหลือนอนอีกห้องกับคนอื่นเหมือนกัน เนื่องจากว่าจองรถไฟช้า เลยได้นอนแยกกัน 

พอรถไฟเลี้ยวที กะเหรี่ยงยุ้ยก้อหันหัวนอนไปทาง พอเลี้ยวอีกทีก้อหันอีกทาง กว่าจะหลับสนิท ใช้เวลาพอสมควร 

 

ไปถึงมิลาน เวลา 7.30 เช้า เดินทางไปโรงแรมที่อาจารย์ จองให้แค่ 3 สถานีเองก้อถึงแล้วไม่ต้องเปลี่ยน station ด้วย

สุดแสนจะสบาย หลังจากที่อยู่ยุโรปมาน เริ่มชินกับการโกงง 555 เริ่มแรกด้วยการโกงค่ารถไฟใต้ดิน

 ปกติต้องซื้อต่อคน แต่นี่กะเหรี่ยงเริ่ม tac team กัน

 ซื้อแค่สองใบ ยุ้ยกะน้องเบลร่วมกัน ถ้าหยอดบัตรปุ๊บก้อจะรีบเข้าทันทีสองคนเลย ^^ (งี้แหละนะ อยู่เมืองโจรก้อต้องทำเยี่ยงโจร) 

  ไปถึงโรงแรมตอน 8 โมงเช้า เค้าให้เข้าห้องตอน บ่ายสองโมง เหลือเวลาตั้งเยอะ ก้อเลยแวะไปเยี่ยม สนามเตะบอลของ มิลาน “San Siro”

 คืนนี้มีเตะ big match ด้วย Intermilan & Juventus พวกเราเลยไปสำรวจสนามก่อน

 เผื่อจะมีคนขายตั๋วผี แต่พอไปถึง โอวว แพงมากๆ คนนึงก้อตก 60 ยุโรแน่ะ

เลยตัดสินใจไม่ซื้อ เพราะมี local people มาบอกว่า คืนนี้ให้ try free flow เอาว่ะ ลองก้อลอง

 เลยนั่งรถราง สาย 16 ไปลงที่ Duomo ซึ่งเป็น โบสถ์อยู่ใน center ของมิลาน

 

อากาศร้อน.....เหมือนหน้าหนาวเมืองไทย แดดดีมาก เหมาะแก่การถ่ายรูป

แต่ก้อถ่ายไม่เยอะเพราะว่าไม่ได้อาบน้ำมาหนึ่งวัน  เลยถ่ายน้อยหน่อย

 คิคิ ข้าวกลางวัน วันนี้กิน Mc Donald อีกแย้ว แต่ราคาถูกกว่าฝรั่งเศสมากเลยนะ

 รู้สึกดี คราวนี้ก้อกินกะน้องเบลอีกแล้ว เดินไปเดินมา ถึงบ่ายสองก้อเลยแวะเข้าโรงแรม

อาบน้ำ รอๆๆๆ รอเวลาคืนนี้จะดูบอล รอหนูนุช กลับจากอังกฤษด้วย  เลยออกไปหาไรกินกัน

วันนี้กิน buffet บุฟเฟ่บ้านเค้าไม่เหมือนบ้านเรานะ ครั้งแรกตักอย่างก้อได้

มากแค่ไหนก้อได้ ให้เป็นถาดใหญ่ๆเลย แต่พอตัดครั้งที่สองให้แค่จานกระดาษพอ

แถมเราตักเองไม่ได้อีกตะหาก ก้อกินๆไป ปะทังชีวิต คนละ 7 ยูโร

พอห้าโมงแล้วก้อ แต่งตัว sport girl เตรียมตัวเต็มที่จะไปเชียร์บอล พอหนูนุชมาปุ๊บ

ก้อรีบจรลีออกไปทันที ไปถึงซาน ซิโร่ ตอน หกโมงครึ่ง เสียงงี้ดังลั่นเลย

ประมาณว่า มีสักทีมเตะเข้าโกลไปแล้ว พวกเราไม่มีตั๋ว ตั๋วผีก้อหมด

แถมบางคนที่มีตั๋วก้อไม่ให้เข้า เพราะว่า ตั๋วจะต้องมีชื่อ ที่อยู่ระบุ ไว้ แล้วเค้าก้อจะขายให้เฉพาะคนอิตาลีเท่านั้น 

 ปกติแล้วเค้าบอกว่า ช่วง 20 นาทีสุดท้ายจะปล่อยให้เข้าไป แต่เราก้อยืนรอๆๆๆ

รอแล้วรออีก ก้อไม่ให้เข้าสักที เค้าบอกว่า วันนี้ big match ไม่ปล่อยให้เข้าไปง่ายๆ

ขนาดประตูนะ ยังใหญ่ ยิ่งกว่าคุกซะอีก สรุปคืนนี้เราก้อไม่ได้ ดูบอล

อดดูบอล เฮ้อ....ตี๋อุ้ย เศร้าใจอย่างเห็นได้ชัด ยืนหนาว อยู่หน้าประตู

รอคอยความหวังว่าจะได้เข้าไปดูสนามบอลที่จุได้ถึง  8 หมื่นกว่าคน แล้วพวกเราก้อกลับโรงแรมกัน ด้วยความผิดหวัง

 

แต่ที่ดีก้อคือว่าโรงแรมนี้ ห้องของยุ้ยกะน้องเบลเป็นห้องที่ดีที่สุดเลย อยู่ชั้น 1 ปูพรมอย่างดี ห้องน้ำก้อสวย โอวว สุดยอด นอนหลับสบาย

 

วันที่ 11:                Relaxing

วันนี้กว่าจะตื่น ก้อปาเข้าไป 11 โมงแน่ะ อดกิน free breakfast เลย นอน ยังไงก้อยังรู้สึกง่วงอยู่  

วันนี้ทุกคนจะได้เจอกันพร้อมหน้า มีอีกสามคนที่มาเพิ่มก้อคือ  ขวัญ , ต้น, และปุ๊ก

แต่พวกมันมาช้ามากเลย มาทีก้อเย็นโน่นแน่ะ  ตอนกลางวันเลยนั่งรถไฟ ไปเดินเตล็ดเตร่

แถว Duomo ได้เข้าไปในโบส์ กินไอติม Gelatin ที่มีชื่อเสียงของอิตาลี  ถ่ายรูปเยอะแยะ

 เดินๆ ไปโน่นไปนี่ แบบไร้จุดหมายปลายทาง จากนั้นก้อกลับโรงแรม

นอนๆๆๆ นอนรออีกสามชีวิตที่จะมา แล้วก้อไป กินdinner กัน หาร้านอาหารแทบไม่มีเลยเพราะวันนี้ Easter แถมเป็นวันอาทิตย์

ร้านปิดกันเยอะมาก เดินไปที่ไหนก้อปิดหมด เลยต้องกินที่ร้านอาหารอิตาลเลี่ยนใกล้โรงแรม กินกัน 6 คน

พนักงานเอาเมนูภาษาอิตาเลี่ยนมาให้ อ่านไม่ออกสักกะอย่าง

อยากจะกินเนื้อสัตว์ เจงๆ อยากมากๆ พอพนักงานมา ก้อโบ้เบ้ๆ ขอเมนูอังกฤษ มันก้อบอกว่ามี ...

 

อ้าวไรว่ะ ทำไมไม่รู้จักให้มาตั้งแต่แรกว่ะ สักพิซซ่ามาสองถาด มีสปาเก็ตตี้ มีItalian sausage, roast pork

กินกันเปรมมากมาย วันนี้ใช้ชีวิตแบบ สบายๆ  จากนั้นก้อไปเล่นไพ่ ที่ห้อง Nuchy

ใครเป็นสลาฟต้องโดนล้วงความลับ แล้วเราก้อโดนล้วงความลับที่เก็บมาเกือบหนึ่งปีหเต็ม ฮือๆ อิอิ  

แล้วก้อเม้าท์ๆ เรื่องใน class หัวเราะกันดัง สนั่น แล้วก้อนอน...  นอนนนนน

 

วันที่ 12                 Outlet shopping day

อาจารย์ชลัยพร นัดเจอกันที่ lobby เวลา 9 โมงเช้า พอเจออาจารยืปุ๊บ

จารย์ถามเลยใช่พวกเธอรึเปล่าที่หัวเราะกันเมื่อคืน

 อะอ้าววว ใช่แล้วคะ อาจารย์ พวกหนูเอง 555  ยุ้ยกะเบลเลยรีบตื่นมากิน breakfast 

 ที่นี่ดีมาก เพราะว่า อาหารเช้าเนี่ยตักได้ไม่อั้น มีไข่มีนม มีแฮม ขนมปัง สุดยอดไปเลย

ประเดิมอาหารเช้ามื้อแรก ยุ้ยก้อล่อไข่ไปกิน 2 ฟองเจ้าคะ

 แถมมีหอบเอาไปกินบนรถอีก 555  Outlet ของ มิลานนี่ชื่อว่า Lusso ใหญ่ดีแต่สู้ outlet ของเมกาไม่ได้อะ (จริงๆนะ) 

 เราก้อได้เสื้อ Puma มาตัวนึง ได้กระเป๋าตังค์ Prada  ให้คุณแม่ ได้เสื้อPuma ให้น้องชาย

อาจารย์นัดเจอกันที่รถอีกทีตอน 4 โมงเย็น อาจารย์แบบว่าชอบ shopping มาก

มีการบอกอีกว่า หรือว่าเราจะบอกคนรถไปว่า อีกหนึ่งชม. มารับใหม่ แล้วพวกเราก้อช๊อปกันต่อ (ไม่ไหวมั้งเนี่ย จารย์ขา)  

 

ซื้อของที่นี่ จะต้องซื้อไม่ต่ำกว่า 150 ยูโร ถึงจะได้ tax refund

เพราะฉะนั้นถ้าใครคิดจะซื้ออะไรก้อต้องรวมกันซื้อ จะได้เยอะๆ ถ้าไปพูดกับคนขายว่า tax refund

เค้าจะไม่รุ้เรื่อง ต้องพูดว่า tax free แล้วก้อยื่นพาสปอร์ตให้เค้า เค้าจะเขียนลงในใบเอกสาร แล้วเราก้อต้องไปยื่นที่ custom ที่สนามบิน    ทุกคนช๊อปปิ้งกันสนุกสนาน  กว่าจะกลับไปถึงโรงแรมก้อเกือบทุ่ม จากนั้นอาจารย์ก้อพาไปเลี้ยงอาหารจีน เสียด๊าย เสียดาย ทำไมอาจารย์ไม่บอกก่อนล่วงหน้านะ เพราะว่า พวกเรา ล่อ Burger King ก่อนขึ้นรถบัสกลับน่ะซิ ที่สำคัญ อียุ้ย กิน chicken wing หมดไปอีกสอง box กะว่า จะไม่กินแล้วอาหารเย็น (แต่พอไปถึง ก้อต้องกินอะนะ อาหารจีน แบบว่าเสียดายกัวไม่คุ้ม ที่สำคัญอาจารย์เลี้ยงอีกตะหาก) ร้านอาหารที่อิตาลี ถ้าใครเข้าไปนั่งแล้วต้องเสียค่านั่งด้วยคนละ 1.5 ยูโร น้ำที่ยุโรปก้อมีสองอย่างคือ แบบอัดคาร์บอน (จะซ่าๆ เหมือนโซดา) กับแบบ natural (เป็นน้ำเปล่าธรรมดาบ้านเรา) 

แบบว่า ได้กินโต๊ะจีนวันนี้ อาหาร 7 อย่าง นั่งแยกกินกัน 2 โต๊ะ โต๊ะพวกเราก้อมีแต่คนโสดทั้งหมด 6 คน คิคิ กินกันเปรมมากมาย ขนาดอิ่มแล้วก้อยังจะยัดเข้าไป เพราะกัวไม่คุ้ม แค่เห็นข้าวกับซีอิ๊วขาว แค่นั้นก้อถูกใจนังยุ้ยมากมายนักแล  ก่อนนอน คืนนี้มีประชุมทีมกัน เพราะว่าพรุ่งนี้เช้าต้องไปดูงาน จากนั้นก้อเข้าห้องพัก

 

วันที่ 13                 Molitni & C

วันนี้เป็นวันแห่งการศึกษา เพราะต้องไปดูงานที่บริษัท Moltini & C บริษัทที่ทำเฟอร์นิเจอร์มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ก้อไม่มีอะไรมาก ไปดูงาน ไปนั่งฟัง จากนั้นก้อไปกินพิซซ่า เป็นอาหารมื้อเที่ยงที่ คาร์ฟูร์ (คาร์ฟูร์เป็นของฝรั่งเศส นะขอบอก) วันนี้เจ็บคอมากมาย เจ็บมาตั้งแต่เมื่อคืน กินอะไรก้อยาก พูดก้อยังเจ็บคอ ขนาดกลืนน้ำลายก้อยังเจ็บเลย  จากนั้นก้อไปมหาลัย Bocconi University ฟัง Lecture เกี่ยวกับ Italian  Economy   นั่งฟังไปก้อจะหลับไป ตกเย้นก้อไปเดินช๊อปปิ้งที่ Montaenapolian เป็นย่านช๊อปปิ้ง มีแต่ของ brand name ใครที่ยังซื้อของฝากไม่ครบหรือใช้เงินไม่หมดก้อเดินช๊อปๆกันต่อที่นี่แหละ แต่สำหรับยุ้ยแล้วก้อแค่ window shop เพราะไม่รู้จะซื้ออะไรมากมาย หิ้วกลับก้อไม่ไหว ตอนเย็นกินBurger King ที่ Duomo แล้วก้อนั่งเม้าท์กันพักใหญ่ๆ กับน้องเบล กับขวัญมี่ กว่าจะกลับโรงแรมก้อปาเข้าไปสี่ทุ่มกว่า วันนี้ช่างไม่มีอะไรพิเศษเลยจริงๆ

 

วันที่ 14                 Vanice

วันนี้อาจารย์จะพาพวกเราไปเมืองเวนิช ต้องรีบขึ้นรถไฟตอน 7.55น. ไปถึงเวนิชประมาณ 10.30น.

เมืองเวนิช ประเทศอิตาลี เป็นเมืองที่มีชื่อเสียง  ที่คนไทยเรารู้จักคุ้นเคยกันดี เนื่องจากเมืองหลวงของเรา  กรุงเทพมหานคร ได้รับฉายานามว่า เวนิชตะวันออก  ที่กรุงเทพได้รับการกล่าวขานว่าเป็นเมืองคู่แฝดกับเมืองเวนิชนั้น  เป็นเพราะกรุงเทพเรามีลำคลองอยู่มากมาย  ในสมัยก่อนเก่าการเดินทางในกรุงเทพจึงใช้การเดินทางทางเรือ  ล่องไปตามลำคลองลัดเลาะไปทั่วกรุง ซึ่งคล้ายกับการเดินทางในเวนิช  เมืองเวนิช เป็นเกาะเล็กๆในทะเล  ที่มีการสร้างเมืองต่อเติมตึกรามบ้านช่องขยายไปบนผิวน้ำ จนกลายเป็นเมืองขนาดย่อมและได้รับฉายาว่า มหานครบนผิวน้ำ  การสัญจรไปมาระหว่างเมืองเวนิช  และการเดินทางภายในตัวเมืองเวนิชเองจึงต้องอาศัยการเดินทางทางเรือ  เชื่อปะ มาเวนิช ต้องมาเดินลุยน้ำชมเมือง ก็เพราะในยามที่น้ำทะเลหนุนขึ้นสูง เมืองเวนิชก็จะจมน้ำ  เกิดเป็นน้ำทะเลท่วมเมือง บางครั้งสูงถึงเอวเลยทีเดียว  จุดสำคัญๆที่นักท่องเที่ยวแวะมาเที่ยวชมกันก็คือ  บริเวณโบสถ์หลวงประจำเมืองที่สวยงาม  จุดท่องเที่ยวบนเกาะเวนิชที่สำคัญอีกอันนึงก็คือสะพานคาสโนวา  ซึ่งเป็นสะพานสั้นๆเชื่อมต่อระหว่างสองฝากอาคารที่มีลำคลองกั้นกลาง  และที่สำคัญมากๆที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด  ก็คือการล่องเรือพายชมบรรยากาศอันสวยงามของเมืองเวนิช เรียกเรือนี้ว่า Gondola สินค้าของที่ระลึกที่ขึ้นชื่อของเมืองเวนิช ก็คือเครื่องแก้ว  งานเครื่องแก้วที่มีชื่อเสียงรู้จักกันไปทั่ว ก็คืองาน ของช่างสกุลมูราโน่  จากนั้นเราก้อไปกินอาหารจีนกับ ที่ร้าน เจ๊เกียง กลับโรงแรมนอนน

 

วันที่ 15                 Rome- Colosseum

พวกเราต้องเดินทางไปกรุงโรม แต่เช้า รถออก 9 โมง เอาเสือ้ผ้าและของที่จำเป็นใส่เป้ไป แล้วเอา luggage ฝากไว้ที่โรงแรม อีกสามวันค่อยกลับมาเอา ไปถึงโรมก้อประมาณ บ่ายโมงครึ่ง กรุงโรมสกปรกมาก ผู้คนน่ากัว เค้าบอกว่าเมืองโรมอาชญากรรมเยอะสุดๆ เดินทีนี่โจรมันมาขโมยกระเป๋าไปต่อหน้าต่อตาได้ แต่ยุ้ยไม่เคยโดนเพราะว่าไปกันหลายคน โรงแรมที่จองไว้อยู่ใกล้สถานีรถไฟ Roma-Termini มากๆ เดินประมาณ 4 นาทีก้อถึง เห็นสภาพโรงแรมตอนแรกนึกว่าโรงแรมจิ้งหรีด แต่พอขึ้นไปชั้นสอง ไฮโซมาก เผอิญรู้จักกับเจ้าของโรงแรมชื่อ คุณ Mario เค้าคิดราคาถูกให้ คืนละ 30 ยูโร ต่อคืนต่อคน ถือว่าถูกมากทีเดียวกับห้องแบบนี้ แล้วก้อใกล้สถานีรถไฟอีกตะหาก  พอเอากระเป๋าเก็บแล้ว ก้อเริ่มตะลุยกรุงโรมที่แรก คือ

โคลอสเซี่ยม (Colosseum or Colosseo ของอิตาลี) เป็นสนามกีฬากลางแจ้งอยู่กรุงโรม เป็นรูปวงกลมก่อด้วยอิฐและหินทราย  มีการออกแบบอย่างฉลาดสร้างให้มีลักษณะเป็นรูปวงรี และมีการระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขับขณะเกิดฝนตก เป็นต้นแบบสนามกีฬาต่างๆในปัจจุบัน

 

โชคดีมากเลย เพราะว่าเป็นเทศกาล Easter พวกเราเข้าฟรีล่ะ ปกติต้องเสียประมาณ 11 ยูโรเชียว เดินๆ ซะทั่วเลย จุใจก้อทันเวลามันปิดพอดี จากนั้นก้อไปเปิดหาน้ำพุเทรวี  ซึ่งเป็นที่สำคัญที่ใครมาโรมก้อต้องมาน้ำพุนี้ละ ถ่ายรุปกันจนถึงเย็น ก้อไปเดินซื้อของมาทำdinner กัน ดีที่โรงแรมที่เราจองไว้นั้นมีลักษณะคล้าย hostel คือมีห้องครัวให้ด้วย น้ำที่อิตาลีแพงมากๆ แพงกว่าเบียร์อีก ไอ้อุ๋ยถึงขนาดบอกว่า จะกินเบียร์แทนน้ำเลยก้อว่าได้

 วันนี้ทำมาม่า 3 ห่อใส่ไข่ใส่ ไส้กรอก ทำพาสต้าใส่ซอสทูน่ามะเขือเทศ (รสชาติเหมือนปลากะป๋องเลย) กินกันแบบว่าเปรมมากๆ แต่รู้สึกว่ามาม่าจะขายดีมากๆ หมดอันดับแรก ก้อรสมันแซ่บนี่เนอะ  จากนั้นนั่งเม้าท์ก่อนนอน (สาวๆ นี่เม้าท์เก่งจริงๆ เกือบตีสองแน่ะกว่าจะได้นอนเฮ้อ...) 

 

วันที่ 16 Vatican (นครรัฐแห่งคริสจักร)

แผนของการเที่ยววันนี้คือเราจะไป นครรัฐวาติกัน อยู่ในเมืองโรมนี่แหละ นั่งรถไฟประมาณสิบนาทีก้อถึงแล้ว ไปถึงก้อเกือบเที่ยง  ระหว่างทางเข้าวาติกันก้อเจอร้าน shopping อีกแล้ว   ที่แรกที่จะไปวันนี้คือ Museum Vatican คนต่อแถวเยอะมาก ประมาณว่าสามชม.ก้อคงจะไม่ได้เข้า มีคนขายทัวร์แบบว่า รัดคิวชาวบ้านเค้าแต่ต้องเสียเงินค่ารัดคิวให้เค้าด้วย ค่าตั๋วเข้าก้อประมาณ 14 ยูโร นับว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่แพงที่สุดเท่าที่เคยเข้ามาในยุโรปนี้ แต่ต้องเสียค่านายหน้ารวมทั้งสิ้น 35ยูโร นั่นก้อหมายความว่า จ่ายค่าเสียเวลาไป 21 ยูโรนั่นเอง (ไม่คุ้มเลยคะ) นี่ขนาดรัดคิวแล้วกว่าจะต่อแถวเข้าได้ก้อประมาณ 20 นาที ทัวร์นี้ดีหน่อยมีไกด์ คอยอธิบายให้ตลอดทาง แต่ก้อไม่ได้ฟังอะไรมากมายหรอก ขี้เกียจฟัง ฟังไม่รู้เรื่อง เพราะมันเป็นการอธิบายเกี่ยวกับภาพวาด ซึ่งมีคริสประวัติเข้ามาเกี่ยวข้อง พวกเราเองก้อศาสนาพุทธ ไม่ค่อยจะซึมซาบสักเท่าไหร่ เดินๆ ไปรอบๆ จนกระทั่ง บ่ายโมงครึ่ง ถึงกินข้าวเที่ยงกัน จากนั้นก้อไปเดินๆ ถ่ายรูปต่อ จนถึงบ่ายสาม เลยไปมหาวิหาร St.Peter

 

มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (ภาษาอังกฤษ: Basilica of Saint Peter) รู้จักกันโดยชาวอิตาลีว่า Basilica di San Pietro in Vaticano หรือเรียกกันสั้นๆว่าเซนต์ปีเตอร์บาซิลิกา (Saint Peter's Basilica) มหาวิหารนี้เป็นมหาวิหารหนึ่งในสี่ของมหาวิหารหลักในกรุงโรม, ประเทศอิตาลี  และ มหาวิหารเซ็นต์พอลนอกกำแพง (St. Paul outside the Walls ที่เป็นที่พำนักของพระสันตะปาปา  มียุ้ยเข้าวิหารคนเดียว เพราะคิวต่อแถวนานมาก (โบสถ์นี้เข้าฟรีไม่เสียเงิน แต่ต้องต่อคิวตรวจกระเป๋า) เพื่อนๆคนอื่นไม่เข้าเพราะคิดว่า ต้องเสียเงินค่าเข้าอีก แต่ไหนๆก้อมาแล้ว เลยขอเข้าสักหน่อย คุ้มค่าจริงๆ เพราะในวิหารมีรุปปั้น ปีเอต้า ของ ไมเคิลแองเจโร่ ด้วยล่ะ

 

ปีเอต้า (ภาษาอังกฤษ: Pietà; ) มาจากภาษาอิตาลี ที่แปลว่า ความสงสาร คือหัวเรื่องของคริสต์ศิลปที่เป็นรูปพระแม่มารี ประคองร่างพระเยซูที่เอาลงมาจากกางเขน เป็นหัวเรื่องหนึ่งในชุด พระแม่มารีผู้เศร้า” (Our Lady of Sorrows) และเป็นฉากหนึ่งใน ทุกขกิริยาพระเยซู” (Christ’s Passionใครมาวาติกันถ้าไมได้เข้าโบสถ์นี้ก้อถือว่าไม่ได้มานะจะบอกให้   จากนั้นก้อกลับไปที่ Spanish ladder ต่อ  กลับโรงแรมซื้อMc Donald กินกันแล้วก้อโซ้ยบะหมี่ที่เหลืออีก 3 ถ้วย ห้าสาวกินกันเปรมมาก ใส่ไข่ด้วย 555 จากนั้นก้อนอนเม้าท์ เล่นไพ่ กว่าจะได้หลับได้นอนตีหนึ่งตีสอง ก่อนนอนวางแผนว่าจะเก็บตกที่ไหนบ้าง

   
 
 
วันที่ 17                 Last day in Europe

วันนี้จะต้องเก็บตกให้หมดในกรุงโรม ก่อนอื่นก้อต้องเอาตั๋วรถไฟสำหรับกลับไปมิลาน

ไปจองทีนั่งก่อน จากนั้นก้อเริ่มลุยเก็บตก  เอาให้คุ้มทีเดียว เริ่มแรกคือ

1.       Castle St.Angello 

2.       ไปกินข้าวที่ Navona  public square

3.        วิหารเพนธานอล   

4.      The Vittoriano Mounment

5.       Roman Forum

6.       Circus Maximus

 

 

แค่นี้ก้อปาไปจะทั้งวันแล้ว พวกเราต้องกลับมาเอากระเป๋าเพื่อขึ้นรถไฟกลับมิลานตอนห้าทุ่ม  รถไฟที่มานี่จริงๆไม่ได้ออกจากโรมเป็นที่แรก แต่เป็นรถไฟที่วิ่งจากที่อื่นมาก่อน ดังนั้นคนจึงเยอะแล้วก้อเหม็นมากด้วย เหอๆ ที่สำคัญที่นั่งที่เราจองไว้เนี่ย มีคนขึ้นไปนั่งแล้ว เพราะเค้าใช้ตั๋วแบบไม่ได้จอง ปกติตั๋วแบบนี้จะถูกกว่าปกติ 3 ยูโร แต่ต้องคอยดูด้วยว่ามีคนจองรึเปล่าถ้าไม่มีก้อดีไป แต่ถ้ามีแล้วต้องย้ายทันที โชคดีที่พวกเราไปจองไว้ เลยให้เจ้าหน้าที่ช่วยไล่ออกไป (เพราะพุดกับมันไม่รู้เรื่อง แถมยังหน้าด้านนั่งอยู่ต่ออีก เถื่อนเจงๆ)

 

วันที่ 18         กลับบ้านแย้ว

มาถึงมิลานแล้ว นาฬิกาพวกเรายังเป็น หกโมงเช้าอยู่เลย แต่ทางยุโรปได้ปรับเวลาให้เร็วกว่าปกติ 1 ชม. ดังนั้น ตอนนี้ก้อเจ็ดโมงแล้ว เครื่องออกเที่ยง กลับไปโรงแรมไปเอากระเป๋าก่อนอันดับแรก จากนั้นก้อย้อนกลับไปที่ Milano Centere เพื่อที่จะขึ้นรถบัสไปส่งที่สนามบิน Malpensa ค่ารถประมาณ 6 ยูโร ได้ กว่าจะเดินๆ หาเจอว่ารถบัสมันไปอยู่ไหนก้อทำเอาเดินแทบทั่ว สถานีรถไฟกลางเลย  รถบัสวิ่งไปถึงสนามบินก้อใช้เวลาเกือบหนึ่งชม. หลับบนรถบัสเป็นตายเลย เหมือนไม่เคยได้พักผ่อนที่ไหน หนึ่งวันแล้วไม่ได้อาบน้ำ ถึงเมืองไทยก้อคงจะได้ที่ สองวันพอดี 555 พอไปถึง Malpensa แล้วอันดับแรก คือ checkin เพื่อเอา broading pass จากนั้น ก้อไปcustom clearance ให้เค้า stamp ใบ tax refund เพื่อที่จะเอาเงินคืน อยากจะบอกว่า แถวยาวมาก ไม่ได้ง่ายๆเลยนะ อิตาลีนี่ ระบบไม่ดีเลย การเคลียร์ของนี่ต้องเอา item ทุกอย่างที่ซื้อมาโชว์ให้เค้าดูด้วยว่าเราซื้อจริงหรือเปล่า จากนั้นพอกงสุล แสตมป์เรียบร้อยแล้ว ก้อไปเอาเงินคืน อีกชม.นึง เครือ่งจะออก เกือบจะตกเครื่องแล้วเพราะว่า เข้า checkin ขึ้นเครือ่งนี่  crazy มากๆ เพราะว่าคนเยอะมาก แล้วก้อช้ามากๆ ด้วย ถ้าให้มาอีก ก้อคงจะไม่มาแล้ว ขอเลือกไปประเทศอื่นดีกว่า ขึ้นเครื่องนี่เฉียวเฉียด อีก 15 นาทีก้อออกแล้ว เรากะน้องเบลโชคดีอีกแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ขึ้น business class แต่ว่า เครื่องไปลง อะบูดาบีครั้งนี้ คนน้อยมาก พวกเราเลยย้ายไปนั่งข้างหน้า 5555 นอนหลับเป็นตาย สบายดีนักแล ที่นั่ง 4 ที่แต่นั่งกันแค่ 2 คน ชะเอิงเอย

 

พอเครื่องถึงที่แล้ว น้องเบลก้อแวะซื้อน้ำหอม แล้วก้อช๊อคโกแลตเป็นของฝาก ทริปนี้นับได้ว่าคุ้มเจงๆ ได้ของครบหมด ทุกคนและทุกตัว อิอิ ทำไมน่ะเหรอ เพราะว่าเราก้อแอบเอาผ้าห่มของสายการบินกลับมาให้เจ้าตูบที่บ้านนอนสบายๆ น่ะซิ แล้วก้อไปต่อเครื่อง กลับกรุงเทพฯ ถึงตอนประมาณ เจ็ดโมงเช้า อากาศร้อนใช้ได้ทีเดียว  เรียกแท็กซี่ (มันเรียกตั้ง 550 บาทแน่ะ) ถึงบ้านประมาณแปดโมงเช้า อาบน้ำ แล้วก้อให้พ่อซื้อข้าวกระเพรากุ้งปลาหมึก ไข่ดาว แล้วก้อมีเกาเหลาเลือดหมู กินแบบตายอดตายอยากมาก จากนั้นก้อนอนเอาเป็นเอาตาย เหมือนไม่ได้นอนมาหลายวัน ........ อีกสองวันไปเรียน -_-!

 

3月31日

กะเหรี่ยงเที่ยวยุโรป

ติดรูปไว้ก่อนนะ เยอะมาก ต้องรอรูปให้ครบก่อน  วันนี้จะเล่าเฉพาะทริปที่สวิสกับฝรั่งเศสก่อนละกัน
 

กลับมาแล้วล่ะ พร้อมกับประสบการณ์ชีวิตที่แน่นเพียบ ทั้งหมด 18 วัน การเดินทางครั้งนี้ต้องถือว่าโชคดีในหลายๆเรื่อง เรียกได้ว่าตลอดทุกเรื่องเลยก้อว่าได้ นับตั้งแต่วันแรกของการเดินทาง  กะเหรี่ยงร่วมอุดมการณ์ครั้งนี้ประกอบไปด้วย ตี๋อุ้ย , ยุ้ยโหย๋ว, ต้อม, และเบลเล่

 

วันที่ 1 : arrived Geneva

คุณแม่ไปส่งที่สุวรรณภูมิ แท็กซี่ขับรถผ่านเจ้าพ่อช้างที่เราเคารพมาก เลยตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้การเดินทางครั้งนี้เป็นไปอย่างสวัสดิภาพ ขอให้เจอแต่เรื่องดีๆ  กลับมาจะปั่น paper ให้จบ เครื่องออกเก้าโมงเช้า สายการบิน Etihad แต่ว่าไปช้ามาก สายการบิน last calling  หลายครั้งเลย  ที่นั่งของ economic class เต็มเค้าก้อเลยให้ไปนั่ง business class แทน 555  เป็นบุญก้นดีแท้ เบาะงี้มีระบบนวดให้ด้วย   กะเหรี่ยงเบล กับ ยุ้ย ก้อถ่ายรูปแรดๆ กันเยอะดีนักแล ที่นั่งปรับให้เป็นที่นอนยาวได้อีกตะหาก หลับตลอดทางเลย (จริงๆแล้วน่าจะเป็นหลักการตลาดในการ โปรโมทให้ลูกค้าลองได้นั่งมากกว่าตามบทวิเคราะห์ของนักการตลาดยุ้ย อะนะ )  นั่งจาก  Bangkok – Abu dabi  แล้วก้อรออีกแค่สิบนาที เปลี่ยนเครื่อง ไปลง เจนีวา ถึงเจนีวาประมาณ หกโมงครึ่ง พี่พลอย  เอาเบ็นซ์คันใหญ่มารอรับ ไปส่งบ้านพี่ป้อม  กะเหรี่ยงพวกเรา  ก้อนอนหนึ่งคืนที่บ้านพี่ป้อมอย่างสบาย  การเดินทางราบรื่นไม่น่าเบื่อ ไม่ต้องคอยนาน เริ่ดคะ..

 

วันที่ 2 : Geneva City tour

พี่ป้อมตื่นมาทำข้าวเช้าให้พวกเราก่อนไปทำงาน  จากนั้นพี่ปราณี ก้อมารับพวกเราที่บ้านพาไปท่องเจนีวา   เดินทางโดยรถราง ตลอดทั้งวันด้วย day pass ticket ราคา 7 ฟรังสวิส เริ่มแรกไปเมืองเก่า (old town) จากนั้นก้อเดินเรื่อยๆ ไป Geneva University ขึ้นโบสถ์ Saint Pierre ไปจนถึงหอคอยเพื่อดูเมืองจากด้านบนเห็น เจนีวาทั้งเมืองสวยมาก (แต่เราว่า Seattle  สวยกว่า)  แวะกินข้าวเที่ยงที่บ้านพี่ปราณี  น้องเบลลงมือปรุงลาบรสแซ่บ แล้วก้อกิน ผัดผักใส่กุ้ง อร่อยโคตร แล้วก้อไปเดินๆต่อ เดินรอบเมืองเลย  ขึ้นเรือไปดูน้ำพุแต่ก้อยังเดินไม่หมด เพราะสาวๆ ชอบแวะช๊อปปิ้งตลอด แวะร้านนึงก้อนานเชียว ถ่ายรูปแต่ละที่ก้อนานเหลือเกิน  ตกเย็นกลับมากินข้าวบ้านพี่ปราณี กินลาบอีกแย้ว (ติดใจ) มีขนมจีนด้วย อร่อยแท้ ค่ำๆ พี่ปราณีพาไปกินเบียร์ที่ร้านนึง (แต่เราแค่จิบๆอะนะ) สั่งแบบตัวอย่างเค้ามาเป็นชุดมีให้ชิม ห้ารส (งานนี้อุ้ยติดใจมาก) จากนั้นพี่ป้อมก้อขับรถพาไปเที่ยว Discotheque “Le petit Palance” เสียค่าเข้าไป 20 ฟรังสวิส เหอๆ แพงมาก ดึกๆ มีโชว์เต้นรูดเสา สาม เสา เกย์ ,ชาย, แล้วก้อหญิง ผับสวิส แตกต่างจากเมกัน เพราะผับปิดตีสี่ เพราะฉะนั้นจะคึกคักตอนตีสอง พวกเราไปห้าทุ่มนี่แบบว่าเป็นผับร้างเลย พอตีสองคนเริ่มเยอะพวกเราก้อกลับ....เค้าบอกว่า คืนวันอาทิตย์มีโชว์อย่างว่า (เสียดายมาผิดวัน ว๊า... คิคิ)

 

วันที่ 3 : visit Top of Europe

พี่พลอยโทรมาแต่เช้าจะพาไป Top of Europe เพราะซื้อบัตรลดมาจากเมืองไทย ยังไงก้อต้องไปให้ได้ พี่ป้อมทำข้าวผัดให้กินตอนกลางวันจะได้ไม่ต้องไปซื้อ (น่ารักจริงๆ)  ขับรถจาก Geneva ออกนอกเมืองผ่าน โลซาน, ไป Interlaken ขับรถกว่าจะไปถึงก้อสองชั่วโมงครึ่งได้ เพื่อที่จะนั่งรถไฟขึ้นเขาไปถึงยอด ภูเขา ที่ชื่อว่า Jungfraujoch (จุงฟาว แปลว่า นมสาว) เนื่องจากว่า ยอดของภูเขาเนี่ยมันมีสองยอดมีลักษณะเหมือนนมสาวตั้ง  รถไฟวิ่งวนขึ้นภูเขา ยิ่งสูงหูก้อยิ่งอื้อ แล้วก้อยิ่งหนาว  ราคาตั๋วรถไฟถ้าซื้อจากเมืองไทย ราคาเพียง 3,200 บาท แต่ถ้าซื้อที่สวิสเลยก้อ เกือบหกพันแน่ะ  คนมาเล่นสกีกันเยอะมากที่ภูเขานี้ พวกเราไปถึงที่แล้ว  ถือว่าหนาวมากทีเดียว หายใจทีเหมือนปอดจะแข็ง  กะเหรี่ยงอย่างพวกเราใช้เวลานานพอสมควรกับการถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอ เก็กท่าบ้าบอ ฝรั่งมองมันยังอายแทน  ตอนเย็นแวะซื้อของที่ระลึก จากนั้นพี่พลอยก้อขับรถกลับพาไปกินข้าวเย็นที่บ้านเค้า เย็นนี้เค้าทำอาหารสวิสที่เรียกว่า raclet (อ่านว่า แค๊กแค๊ท ตัว r อ่านออกเสียง เค) เวลากินต้องเผาชีสให้ละลายก่อนใส่แฮม และผัก กินกะมันต้ม ถือว่าอร่อยใช้ได้ วันนี้ไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่ แต่ว่าง่วงนอนมากมาย เพราะเรานั่งคุยเป็นเพื่อนพี่พลอยตลอดที่พี่พลอยขับรถ ส่วนกะเหรี่ยงที่เหลืออีกสามคน ก้อหลับ..สบาย  ตอนกลางคืนต้องนั่งแหกตาหา โรงแรม ตั๋วรถ อีก เพราะพี่ป้อมเบี้ยวไม่ยอมไปฝรั่งเศสด้วย ฮึ่ม...กว่าจะนอนก้อตีสองแน่ะ

 

วันที่ 4 : Salon De L’auto

วันนี้ออกจากบ้านช้ามาก กว่าจะออกก้อปาเข้าไปเที่ยงแล้ว  พี่ป้อมขับรถพาไป Montreux เป็นเมือง ที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับ Jazz Festival ขับรถผ่าน Lausanne , Leyon ถ่ายรูปเยอะมากตามประสากะเหี่ยงเช่นเคย แต่วันนี้อากาศไม่ดีเลย ฝนตก พี่ป้อมเลยก้อขับรถไปหาพี่ปราณี พาไปดูงาน Auto show (Salon De L'Auto) ที่ยิ่งใหญ่มากของยุโรป สี่ปีมีหนึ่งครั้ง ปีนี้จัดที่ Geneva งานนี้ยิ่งใหญ่มาก เพราะคนรักรถจากทั่วโลกจะไม่พลาดงานนี้ ทำเอารถติดเพราะหลายคนขับรถมาจากฝรั่งเศส เยอรมัน เข้าเมืองมาดูงานรถ กะเหรี่ยงอย่างพวกเราก้อไม่พลาด เกาะติดสถานการณ์แน่นอน ขึ้นรถเท่ห์ แพงๆ ทุกคันที่เค้าให้นั่ง  นอกจากมองรถแล้วก้อยังเหล่หนุ่มตามไปด้วย  มีรถแพงๆ ยี่ห้อแปลกๆที่เมืองไทยไม่มีก้อเยอะ แต่เราไม่ค่อยสนใจเรื่องรถเท่าไหร่ เอาเป็นว่า ถูกใจตี๋อุ้ยยิ่งนัก  วันนี้เป็นวันสุดท้ายพอดี โชคดีอีกแล้ว แถมพวกเรามีบัตร International Student ก้อได้ส่วนลดเป็นราคาเด็ก อิอิ  สถานที่จัดให้ดูงานมีทั้งหมด 3 ชั้น แบบ กว้างๆ กว้างชิปเป๋งเลย เดินขาเมื่อยกันไปข้าง  กลับไปพักบ้านพี่ปราณี  อาศัยใบบุญกินข้าวฟรีอีกมื้อ เสร็จแล้วพี่ป้อมก้อมารับที่บ้าน  คืนวันนี้ โหลดรูปใส่ HD กันเป็นแถว แบบว่าเยอะมากมาย หลังจากนั้น สาวๆกะเหรี่ยงก้อดูวีดีโอโป๊ของตี๋อุ้ยก่อนนอน  กรี๊ดดดดดด

 

วันที่ 5 : Last day in Switzerland

วันนี้เก็บตกในที่ๆ ไม่ได้ไป เช่นถนนที่มีธงทุกประจำเมืองทุกเมืองของสวิส   ไปถ่ายรูปกับนาฬิกาดอกไม้ประจำกรุงเจนีวา อ้อ..อยากจะบอกว่า เจนีวาไม่ใช่เมืองหลวงของสวิสนะจ๊ะ แต่เป็นเมือง Bern ต่างหาก เข้าใจผิดมาตลอดเลย  แล้วก้อไป United Nation เสียดายวันนี้กว่าจะออกจากบ้านพี่ปราณีก้อปาเข้าไปเที่ยงแล้ว ต้องไปจองตั๋วรถไฟอีก คิวก้อนาน วันนี้เลยไม่ค่อยได้เที่ยวอะไรมากมาย  ที่สำคัญเสียดายที่สุดคือ ไปถึง UN ตอนที่เค้าปิดพอดี สี่โมงเย็นเลยไม่ได้เข้าไปชมความอลังการ เจนีวาเป็นเมืองที่รวบรวมองค์กรที่สำคัญของโลกไว้ อย่างเช่น UN, WTO, Red cross เราก้อได้แต่เดินผ่านๆ ไม่มีโอกาสได้แวะเข้าไป ตกเย็นพี่ปราณี ทำ Fondue ให้กิน ปกติแล้ว fondue มีสองประเภทคือ ช๊อคโกแลต หรือ ชีส มื้อนี้เป็นอาหารเย็นเลยใช้ชีสไปเคี่ยวให้ละลาย (ที่จริงต้องใส่ไวน์ขาวเพื่อให้เกิดรสหวาน แต่พี่ปราณีลืมใส่ ชีสวันนั้นขมมั่กๆ) แล้วเอาขนมปังฝรั่งเศส จุ่มๆ กิน แถมยังทำแซนวิช ทูน่าให้พวกเราไปกินที่ฝรั่งเศสตอนเช้าอีกตะหาก  รถบัสไปฝรั่งเศสออก ห้าทุ่ม จะไปถึงปารีสพรุ่งนี้ตอนแปดโมงเช้า  เริ่มตื่นเต้นกับการเดินทางที่ฝรั่งเศสซะแล้วซิ   เพราะไม่มีไกด์พาเที่ยวแล้ว ต้องลุยกันเองแล้ว....ว้าว

   

                                                                        ***********************

 

วันที่ 6 : Arrive Paris

มาถึงปารีส ตอน 8.30 เป๊ะเลย  อากาศหนาวมาก (หนาวกว่าสวิสอีก) กะเหรี่ยงทั้ง 4 ยังไม่ได้อาบน้ำเลย สภาพแต่ละคนโทรมกันสุดๆ  คราวนี้ไม่มีคนมารับ ไม่มีคนพาเที่ยว (ที่สำคัญไม่ได้กินข้าวฟรี) ต้องเที่ยวกันเอง เริ่มจากหาทางไปโรงแรมจากสถานีรถบัส อันนี้ไม่ยากเท่าไหร่ เพราะถามทางเรียบร้อยแล้ว ราคาตั๋วday pass ticket อยู่ที่ 5 ยูโร  แต่ที่ลำบากที่สุดก้อคือว่า ไอ้กระเป๋าใบอย่างกะช้างที่แต่ละคนแบกมานี่ซิ  จาก subway ไปโรงแรมต้องเปลี่ยนสถานี ถึง 3 สถานี แค่เปลี่ยนไม่ว่า แต่ที่ต้องเดินขึ้นบันได ลงบันได เพราะสถานีแต่ละที่มันไกลเหลือเกิน (เหมือนที่นิวยอร์กเลย) กระเป๋า 4 ใบกับเวลาที่คนพลุกพล่านตอนเช้าเพราะรีบไปทำงาน  รถไฟแต่ละขบวนคนแน่นมาก พวกเราต้องรอให้คนจางๆก่อน โชคดีที่พวกเราไม่ได้หลงรถไฟกันเลย นั่งถูกขบวนตลอด พอไปถึงจุดหมายแล้วก้องง ทิศทางกันอีก ว่าไอ้โรงแรมที่พี่ปราณีจองให้เนี่ย มันอยุ่ไหนกัน (ว่ะ) ดีที่คนเก่งอย่างเรา เคยมีประสบการณ์เดินทางแบบนี้มาก่อน 555 ไอ้เจ้าตี๋อุ้ยก้อเก่งเรื่องแผนที่ และในที่สุดพวกเราก้อไปถึงโรงแรม(จิ้งหรีด) ประมาณ 10.30 กว่าๆ (นี่ใช้เวลาตั้งสองชม. ปกติแล้ว นั่งรถไฟใต้ดินระยะทางประมาณนี้ 20 นาทีก้อถึงแล้ว กะเหรี่ยงจริงๆพวกเรา) เค้าบอกว่าจะเข้าห้องได้ก้อประมาณ บ่ายโมงเพราะฉะนั้น พวกเราก้อยังไม่ได้อาบน้ำ ก้อเลยออกไปเดินสำรวจรอบๆโรงแรมก่อน แล้วก้อหาอะไรกินไปด้วย อาหารมื้อแรกที่สวิส เป็นร้านง่ายๆ กินสองคนหนึ่งจาน จานนึงก้อ 7.5 ยูโร มื้อแรกกินอะไรก้อไม่รู้มีเนื้อแกะด้วย แบ่งกินกับน้องเบล เป็นมื้อที่ถูกที่สุดเพราะคนนึงเกือบ 4 ยูโรเอง (แบบว่าคิดแล้วคิดอีก จะกินยังไงให้ประหยัดที่สุด) เดินๆไปรอบๆ เจอห้าง แล้วก้ออยากจะเข้าห้างซื้อน้ำหอมกันอีก (เจอร้านไหนจำเป็นต้องเข้าที่นั่น ...เฮ้อ)  จากนั้นก้อย้อนกลับไปโรงแรม แต่ก้อยังไม่ได้อาบน้ำหรอกนะ เพราะว่าเพื่อนของตี๋อุ้ยที่ อยู่ฝรั่งเศสเค้ามาพอดี อาสาจะพาเที่ยวเย็นวันนั้น พวกเราพอเก็บของเสร็จก้อออกเดินทางอีกแย้ว 

 

 เริ่มจากที่แรกไป Notre-Dame ถ้าใครเคยดูการ์ตูนเรื่อง คนค่อมแห่งนอร์ดสเตอร์ดัม ก้อที่นี่แหละเป็นที่มา  จากนั้นก้อไปเดินถนนรอบๆซึ่งมีของที่ระลึกขายเต็มเลย ทำให้เดินช้ากว่าปกติ ระหว่างทางก้อมีตึกแปลกๆที่ดึงให้พวกเราหยุดถ่ายรุปกันตลอด  ผุ้คนเยอะมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเทศกาล Easter ถูกใจฝรั่งเศสมากมาย คึกคักดีดูสนุกสนาน ต่อจากนั้นเราก้อถ่ายไปรูปกับประตูชัย Arc de Lriomphe ที่อยู่บน Avenue de Champ Elysees ถนนเส้นนี้เป็นถนนแห่งการshopping มีร้านค้า brandname เยอะแยะมากมายอยู่เรียงตามถนน รวมถึงร้าน “Louise Viton”  ที่ใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศสก้ออยู่บนถนนเส้นนี้ด้วย  

 

ไปเจอ Ma Donald café ก้อเลยเข้าไปกินข้าวเย็นกันที่นี่ ฮ่าๆ..แน่นอน ก้อหารสองกะน้องเบลอีกตามเคย แต่ที่นี่ราคาไม่แพงเท่าสวิส หารกันแล้วก้อตกคนละประมาณสี่ยูโร นั่งเม้าท์สักพัก ก้อไปดู Eiffel Tower ยามค่ำคืน ขอบอกว่าสวยมากมายเจ้าคะ ถ่ายวีดีโอ ถ่ายรูปตามประสากะเหรี่ยงจากนั้นก้อแวะซื้อของที่ระลึก จากคนดำ (ที่คอยหนีตำรวจอยู่เรื่อย) ได้ราคาที่ถูกแสนถูก มีพวงกุญแจรูปหอคอยแล้วก้อ Eiffel เรืองแสง ถูกจัยกะเหรี่ยงยุ้ยยิ่งนัก จากนั้นก้อต้องรีบกลับเพราะโรงแรมปิดประตูตอน 10.30 pm

 

วันที่ 7   : Mona Lisa @ Musee de louve

วันนี้ต้องเปลี่ยนโรงแรมเพราะโรงแรมที่นอนเมื่อคืนมันเต็ม (แต่ก้อโอเคเพราะถุกมากคนละ 20 ยูโรเอง) ได้โรงแรมใหม่ดีกว่าเดิม นอนห้องเดียวสี่คน ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวด้วยอยู่ในเมือง Bastile คนละ 20 ยูโรต่อคืน ต่อคนเช่นกัน แต่ถูกใจโรงแรมนี้มากกว่าเพราะที่สำคัญจะเข้าโรงแรมกี่โมงก้อได้ ย้ายโรงแรมวันนี้ ออกแนวไฮโซเล็กน้อยเพราะว่า ให้เจ้าของโรงแรมโทรเรียก taxi สองคัน (เพราะมี 4 คน) คิคิ แท็กซี่ทีนี่โคตรดีเลย เอา Benz or BMW มาเป็นแท็กซี่ล่ะ นั่งกันอย่างกะคุณนาย ตกคันนึงก้อประมาณ 15 ยูโรเอง (อยุ่นานวันเข้าเริ่มเห็นว่า 15 ยุโรถูกแสนจะถูก) พอไปถึงโรงแรม เค้าก้อให้ check in ตอนบ่ายอีกแระ เพื่อนของอุ้ยเลยพาไปกินอาหารไทย ร้านที่เค้าทำงานอยู่ ได้กินกระเพราะไก่ มีไวน์แดง แล้วก้อ dessert แสนอร่อย กะเหรี่ยงไม่รู้ตายอดตายอยากมาจากไหน ขอข้าวเพิ่ม ขอไข่ดาวเพิ่มคนละฟอง   เจ้าของใจดีมาก ให้พวกเรากินฟรี (ก้อไม่รุ้ว่ากินฟรี จะไม่เรื่องมากขอโน่นขอนี่อย่างนี้อะนะ)  

ที่แรกที่เราจะไปคือ Musee de louve เป็นที่ ที่เก็บภาพโนนาลิซ่าที่มีชื่อเสียง และมีปิรามิด (ที่อยุ่ในเรื่อง ดาวินชี โคด) มีปิรามิดสามอัน แต่มีอันใหญ่อยู่ตรงกลาง ยอดของปิรามิด จะแสดงตำแหน่งที่เก็บศพของพระแม่มารี  กะเหรี่ยงยุ้ยกะเบลก้อไม่ค่อยรู้อะไรมากมายนอกจากรู้ว่า โมนาลิซา(Mona Lisa) หรือ ลาโชกงด์ (La Gioconda, La Joconde) คือภาพวาดสีน้ำมัน สูง 77 เซนติเมตร กว้าง 53 เซนติเมตร วาดโดยเลโอนาร์โด ดา วินชี ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นภาพที่ทั่วโลกรู้จักกันดีภาพหนึ่ง ในฐานะสุภาพสตรีที่มี รอยยิ้มอันเป็นปริศนา ที่ไม่รู้ว่าเธอจะยิ้ม หัวเราะ หรือร้องไห้กันแน่

 

พิพิธภัณฑ์ออกจะใหญ่โต พวกเราเอาแต่เดินหารูปโมนาลิซา ก้อไม่ค่อยซึมซับกับภาพเขียนสักเท่าไหร่ แต่ก้อเดินทั่วอยู่นะ ค่าเข้าก้อ 9 ยูโร คนเข้าเยอะมาก ยุ้ยกะเบลซื้อตั๋วได้เร็วเพราะหยอด ticket machine ซื้อปุ๊บเข้าปั๊บ เดินๆ อย่างรวดเร็ว แล้วก้อออก ต้องรอกะเหรี่ยงต้อมและตี๋อุ้ย กว่าจะออกมาก้อนานพอควร   จากนั้นก้ออพยพ ไป Montmartre and Le sacre coeur เป็นโบสถ์ที่สวยงามมากอยู่บนภูเขา มองเห็นทิวทัศน์ของปารีสทั้งหมดเลย  ถนนระหว่างกลับก้อมีของขายเต็มชักจูงให้กะเหรี่ยงอย่างพวกเราแวะเข้าทุกร้าน เป็นร้านของขายที่ระลึกถูกๆ  กะเหรี่ยงยุ้ยก้อชอบซื้อโปสการ์ดยิ่งนัก เก็บภาพสวยๆของปารีสไว้เข้า photo album เดินๆลงถนนไปเรื่อยๆ เลี้ยวซ้ายตรงหัวมุมก้อเจอ Moulin Rouge มีสัญลักษณ์คือ กังหันยักษ์ ที่นี่ก้อออกแนว พัฒน์พงษ์ เมืองไทยนี่แหละ กะเหรี่ยงสาวๆ ออกแนว กรี๊ดกร๊าดเพราะร้าน sex shop ขายวีดีโอโป๊มากมาย (ตี๋อุ้ย ยืนเงียบ...) หยิบนั่น หยิบนี่ มาดูแล้วก้อหัวเราะคิกคักๆ ตามประสากะเหรี่ยง  ไหนๆก้อมาถึงถิ่นแล้ว ว่าจะดูโชว์สักกะหน่อย แต่ราคาแพงชิปเป๋งเลย เก็บเงินไว้กินข้าวดีกว่า จากนั้นก้อนั่งรถไฟกลับโรงแรม นอน ....

 

วันที่ 8  Versailles Castle

วันนี้เด้งออกจากโรงแรมตั้งแต่ 8.30 น.  เพราะต้องออกนอกเมืองไปพระราชวังแวร์ซายส์ เปลี่ยนเป็นนั่งรถไฟ RER โชคดีอีกแล้ว แวะซื้อขนมปังตอนเช้าคนขายเป็นคนไทย แล้วก้อ คนขายตั๋วเป็นคนฝรั่งเศส แต่พูดไทยได้คล่องปร๋อ ก่อนขึ้นรถไฟเจอรองเท้าบู๊ทคุ่ละ 9 ยูโร กะเหรี่ยงสาวก้อซื้อใส่กันคนละคู่ ถ่ายรูปแรดกันสะใจเลยวันนี้ จะมาเล่าคร่าวๆให้ฟังก่อนแล้วกัน ว่า

 

เดิมนั้น แวร์ซายมันเป็นเมืองเล็กๆ มีป่าเขาล้อมรอบต่อมาพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ชอบล่าสัตว์ มองว่าแวร์ซายส์น่าจะเหมาะสำหรับล่าสัตว์เลยให้สร้างตำหนักขึ้นมา แต่ก่อนเป็นแค่กระท่อมเล็กๆพักชั่วคราว  ต่อมา หลุยส์ที่ 14 ขึ้นบัลลังก์ ปรับปรุงตำหนักเดิมเพื่อจะให้เป็นศูนย์กลางในการปกครอง ใช้เวลาตั้ง 30 ปีแน่ะกว่าจะสร้างเสร็จ ทุกส่วนทำด้วยหินอ่อนสีขาว ตกแต่งงดงามโคตร แบ่งเป็นห้องๆ แต่ละห้องก้อมีเครือ่งประดับและมีภาพเขียนที่มีชื่อเสียง (คนฝรั่งนี่มันชอบภาพเขียนจริงๆนะ)  การก่อสร้างเนี่ย เอามาจากภาษีอากรของราษฎร ต่อมาก้อมีกองทัพบุกยึดวังแล้วก้อจับหลุยส์ที่ 16 กับพระนางมารี ออตัวเนต ประหารด้วยกิโยติน

 

เดิน

เดินด้วยรองเท้าบู๊ทวันนี้ ปวดขาจริงๆ เลยแวะโรงแรมเปลี่ยนรองเท้าใส่โค๊ทใหม่เพราะว่าหนาวมาก จากนั้นก้อไปเดินซื้อของกัน ได้นาฬิกา Swatch ให้พ่อเรือนนึง  น้องเบล กะคนอื่นๆก้อได้นาฬิกาอย่างน้อยคนละสองเรือน จากนั้นก้อไปเดินร้านหลุยส์ (เดินนานมาก แต่ไม่ซื้อสักกะใบ) แล้วก้อไปกิน dinner ตกท้ายกันที่ร้านอาหารอิตาเลี่ยนหรูเริ่ด หมดไปมื้อนี้ 85 ยุโร (โอ้ววว แม่เจ้า) แล้วก้อไปซื้อขนมกินที่ร้านขนมชื่อดังของฝรั่งเศส ชื่อว่า  “Ladure” ตั้งมาตั้งแต่ปี 1862 แน่ะ แล้วก้อกลับที่พัก นอนด้วยความเสียดาย อาหารเย็นไม่อร่อยแถมแพงอีกตะหาก

 

วันที่ 9   Last day in Paris

วันนี้วันสุดท้ายแล้ว ต้องเก็บตกทุกอย่างที่ไม่ได้ไป กว่าจะเด้งออกจากโรงแรมก้อปาเข้าไป เกือบ สิบโมงเช้า ที่แรกที่ไปคือ ไปซื้อน้ำหอม (เฮ้อ....เราไม่เห็นจะชอบน้ำหอมสักกะนิด) หมดเวลาไปกะร้านน้ำหอม Benlux นี่นานมากๆ เค้าว่านักท่องเที่ยวส่วนมากต้องมาซื้อน้ำหอมที่นี่ มีคนขายคนไทยที่ให้บริการเฉพาะคนไทย จากนั้นก้อไปขึ้น Eiffel Tower ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า  Tour Eiffel (เพราะฉะนั้นเวลานั่งรถไฟถ้าเห็น tour ไม่ใช่ไปทัวร์นะ แต่เป็น tower ต่างหาก)  หมดไปอีกคนละ 4.8 ยูโร

 

หอไอเฟิลมีความสูง 300 เมตร ประมาณตึก  ชั้น  หอไอเฟิลเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่โด่งดังที่สุดของโลก ตั้งชื่อตามสถาปนิกผู้ออกแบบ กุสตาฟ ไอเฟิล

 

ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ แถมฝนตกด้วย พอฝนหยุดก้อออกมาถ่ายรูปหน้าหอคอยกัน ได้รูปสวยๆเยอะแยะเลย แค่สองที่เกือบจะบ่ายสามโมงแล้ว จากนั้นก้อไป Opera National สวยงามมาก ถ่ายรูปกันนิดหน่อย พอเป็นพิธีให้รู้ว่า กูได้มาแล้วนะ แล้วก้อไปห้างดังที่อยู่บนถนน La fayed สาวต้อมก้อขอแวะซื้อเครื่องสำอาง Biotherm ของฝรั่งเศส กะเหรี่ยงยุ้ยและเบลขี้เกียจคอยเลยขอกลับโรงแรมก่อน เพราะเตรียมเก็บของขึ้นรถไฟตอน ทุ่มตรง จริงๆต้องรีบไปเพื่อรอรถไฟแต่นี่หกโมงครึ่งแล้ว ต้อมกะตี๋อุ้ยก้อยังไม่มา โผล่มาอีกทีเวลาคับขันมาก เกือบตกรถไฟไปอิตาลี แน่ะ เฉี่ยวเฉียดโชคดีอีกแล้ว เฮ้อ....

 

สรุปโดยรวมเกี่ยวกับฝรั่งเศสและสวิส

1.       ฝรั่งเศสนี้สูบบุหรี่กันเยอะมาก สูบหนักด้วยเพราะอากาศหนาว เดินไปที่ไหนก้อเจอแต่ก้นบุหรี่  คนที่แพ้บุหรี่ (อย่างยุ้ย) ต้องระวังตัวไว้ให้ดีๆ

2.       ผู้คนคักคัก ถ้าเทียบกับสวิส เพราะเป็นประเทศที่เหมาะแก่การท่องเที่ยว ตึกและสถาปัตยกรรมก้อสวยงามมาก

3.       พระรางวังแวร์ซายส์ ไม่เห็นจะสวยอะไรมากมายเลย รู้สึกงั้นๆแหละ Heart castle ที่ ซานฟราน สวยกว่าอีกนะ  อ้อ..ปกติราคา 13 ยุโร แต่วันที่พวกเราไปได้เข้าแค่ 10 ยูโร อิอิ

4.       น้ำหอมและ ของ brandname ก้อราคาถูกกว่าเมืองไทยจริงๆด้วยแหละ

5.     ใช้เงินฟรั่งสวิส (1 fr = 30 baht @ March 2008)

6.     ที่สวิสนี้ ภาษาที่ใช้คือฝรั่งเศส และเยอรมัน ขึ้นอยู่กับว่า เมืองไหนอยู่ติดกับประเทศอะไร อย่างเจนีวา ติดฝรั่งเศส ก้อจะพุด France แต่ถ้าเป็นตอนใต้อย่าง Zurich ก้อจะพูดเยอรมัน

7.    ที่สวิสของแพงมาก ค่าครองชีพสูง กิน Mcdonald ทีเกือบ 10 Fr แน่ะ ทำให้นึกถึงวิชา International Business management เรือ่ง Big mac index ขึ้นมาทันที ฮี่ๆ

8.    ที่สวิส คนหน้าบึ้งมาก แต่สวยที่มีทิวทัศน์สวยงาม เงียบสงบ เหมาะกับคนแก่ๆมากกว่า

9.    ที่สวิส ไม่มีรถไฟฟ้าใต้ดิน มีแต่รถราง (รถเมล์ไฟฟ้า) ปกติขึ้นไปก้อไม่มีคนตรวจตั๋ว จริงๆจะโกงขึ้นฟรีก้อได้ แต่ถ้าเค้ามาตรวจเมื่อไหร่ไม่มีให้ละก้อ โดนปรับหลายเลย                   

 

 

 

                                                                    ติดตามต่อ ภาค 2 (สิบวันที่อิตาลี)

 

10月8日

Beautiful world

                    Around the world
 
                                                                                                   USA
                                                                          
 
4月30日

ย้อนรอยเขมร กับสาวติดดิน

Attention please attention!
 
ท่านผู้อ่านโปรดทราบ ท่านใดที่คิดจะเดินทางไปเขมร หากท่านเป็นโรคต่อไปนี้ กรุณาเลิกล้มความตั้งใจอย่างเด็ดขาด 
โรคหัวใจ , โรคกระดูกพรุน, โรคกระดูกทั้งหลาย, โรคความดัน (แต่ดันทุรังไปได้),โรคกระเพาะ, ไขข้ออักเสบ,โรคปวดท้องทั้งหลายแหล่ ,ปวดหัว  เพราะท่านอาจจะไม่มีชีวิตรอดกลับมา  ด้วยความปรารถนาดี ขอบคุณคะ
 
ไปส่งเจ๊พัท กลับเขมร (ไปทำงานนะไม่ได้กลับบ้านเกิด ฮี่ๆ) เลยถือโอกาสไปเที่ยวนครวัด ดูรุปแล้ว  ไปย้อนรอยกันดีก่า
 
 
 
 
วันที่1  ไปตั้งต้นที่สถานีรถขนส่งหมอชิต ซื้อตั๋วตอนหกโมงเช้า เพื่อที่จะขึ้นรถตอน 6.30 น. ไปอรัญประเทศ ใช้เวลาอยู่บนรถก็ประมาณ 5 ชั่วโมงได้ ค่ารถก็ 207 บาท ลงรถสุดสายพอดี แล้วเราก็ไปพักทานข้าวเที่ยงกันที่นั่น (นั่งเป็นชั่วโมงเลย แบบว่า เมารถสุดๆอะ ) สองสาวก็แวะหม่ำอาหารกลางวันกัน กินกันสองคน สั่งสามอย่าง อย่างกะราชา เหอๆ หลังจากนั้นเราก็เหมารถตุ๊กๆ ไปส่งที่ด่านปอยเปด (Poi Ped) 80 บาท จะผ่านโรงเกลือ ให้แวะซื้อของกัน (แต่พวกเราไม่ซื้อหรอกนะ เก็บเงินดีก่า เข้าด่านปอยเปดไป ทำวีซ่านักท่องเที่ยว อันนี้ต้องระวังคนให้ดีๆ เพราะว่าชาวเขมรจะมาเกาะแกะเต็มเลย เด๊ยวจะช่วยถือของให้ กางร่มให้ เอาเงินทั้งนั้น จะทำวีซ่า ก็มายุ่งกะตูจิ๊ง  อย่าให้คนอื่นทำวีซ่าให้เราเด็ดขาดเพราะค่าทำแค่ 800 บาท แต่เค้าจะบอกว่า หนึ่งพัน เพราะเค้าจะเอาเงินเราอีกสองร้อย (เลวจริงๆ วันแรกก็โดนซะแล้ว) แต่โชคดี  เจ๊เราเจ๋ง พูดเขมรฉอดๆ พอเดินเข้าด่านไปก็ไป immigration เชค ประวัติแล้วก็เข้าประเทศไปอย่างง่ายดาย ฮ่าๆ 
 
จากนั้นเราก็ขึ้นแท็กซี่ เพื่อที่จะไปเสียมเรียบ (Siem Reap) แฟนเจ๊พัท เค้าติดต่อแท็กซี่ไว้ให้แล้ว เลยสบายหนอ่ย อีกอย่างเจ๊แกก็พูดเขมรเก่งด้วย เราเลยสบายไป แต่ระหว่างทางที่จะไปแท็กซี่นี่ซิ  ชาวเขมรทั้งหลาย มารุมตอมจะให้ขึ้นแท็กซี่ บางคนก้อจะฉุดกระเป๋าเราไป เลย จับแขนเราไปเลย เราเลยบอกไปว่า "หยุดนะ อย่ามาจับกระเป๋าเรา ไม่งั้นเราจะฟ้องเสด็จพ่อ ให้เอาโทษพวกเจ้า" (ไอเดียลิเกผุดมาจากไหนก็ไม่รู้ แต่มุขนี้ได้ผลนะ หายจ้อยกันไปเลย ) อ้อ!! ลืมบอกไป พวกนี้เค้าพูดไทยฟังไทยรู้เรื่องนะ พวกคนที่ด่านน่ะ เพราะคนไทยเข้าออกตลอด
 
 นั่งต่อไปอีก 5 ชั่วโมง เหอๆ ไอ้นั่งคราวนี้แหละ กระดูกจะหัก ไส้จะร่วง เพราะหนทางเนี่ย มันขรุขระ มีแต่ลูกรัง เพิ่งกินข้าวมาได้ ครึ่งชั่วโมง หิวขึ้นมาอีกแระ ยังคิดๆอยู่เล้ย ดีนะไม่ลากแม่มาด้วย กลับไปแม่กระดูกหักแน่ๆ  รถที่นี่ขับพวงมาลัยซ้ายเหมือนเมกานะ แต่ถ้าเห็นพวงมาลัยขวา แสดงว่า เป็นรถที่ขโมยมาจากไทย ขับไปคนขับรถก็บีบแตรตลอดเลย (มันจะบีบทำไมว่ะ) เจ๊บอกว่า มอเตอร์ไซต์ที่นี่ไม่มีกระจก เลยต้องบีบแตรเพื่อบอกว่า มีรถมา เอาเป็นว่าไม่ได้หลับได้นอน เพราะเสียงแตรตลอดเส้นทาง แล้วถนนก็กระดกตลอดเหมือนเล่น Rock & roll ยังไง ยังงั้น  สองข้างทางเราก็ได้เห็นแต่ของแปลกๆ Amazing มากๆ มอเตอร์ไซต์ นั่งกันไปได้ไง 5 คน รถตู้งี้ มีบนหลังคาด้วย มีนั่งอยู่ตรงฝากระโปรงด้วย สามารถอะ  คนขับแท็กซี่ก็หน้าโหดเชียว ขับรถโคตรเก๋าเลย แซงตลอด อย่าขับช้า เด๊ยวกูจะแซง มีการเอาไก่มาด้วยนะ ใส่ถุงกระดาษไว้หน้ารถ ไม่รู้ไก่ตายรึเปล่า (ขนาดคนยังจะตาย ไก่จะรอดเหรอเนี่ย)
 
กว่าจะถึงก็เย็นแระ สิงห์ (แฟนเจ๊) พาทัวร์เสียบเรียบ นั่งรถละเมาะ (เท่ห์มากเลยนะ เหมือนตุ๊กๆบ้านเราอะ) ทัวร์รอบนครวัดเลย ตอนเย็นก้อไปกินอาหารที่ร้านคนไทย สิงห์มันรู้ดี เพราะว่าทำงานที่นี่ ลืมแนะนำไป สิงห์แฟนเจ๊ เป็นวิศวกรโยธา คุมลูกน้องเขมรอยู่ที่เสียมเรียบ เฮียแกเก๋า พุดเขมรฉอดๆ เพราะฉะนั้นไปกะเฮีย อุ่นใจสุดๆ   วันนี้ได้เรียนภาษาเขมรเยอะแยะเลย แต่ประโยคนึงที่เจ๊ให้ท่องก็คือ
 
"บอง บอง ซมกองตึงมาตุ๊บตึ๊ก (พี่ๆ จอดเข้าห้องน้ำหน่อย )" ฮาขอรับท่าน -_-'
 

                      

1. เจ๊กำลังซื้อตั๋วไปอรัญประเทศ                               2. อาหารมื้อกลางวัน                           3. เหมาตุ๊กๆ จะไปปอยเปด

          

     4. ถึงเขมรแระ                 5.  ถนนจากปอยเปดไปเสียบเรียบ เป็นอย่างนี้ตลอดเส้นอะ      6. รถละเมาะ กะบอง(พี่) ผุ้ใจดี

          

          7. รอบนอกนครวัด                     8. อาหารเย็นที่ร้านเชียงใหม่ (เสียมเรียบ)          9.  presenter Angkor beer

  วันที่สอง  วันนี้ต้องเอา travel cheque ไปแลก เพื่อนๆ ที่เมกา จงอย่าได้แลกเป็น travel cheque กลับบ้านเด็ดขาด เพราะเสียค่าธรรมเนียมทั้งตอนแรกคืนแล้วก็แลกกลับ เสียหายหลายพัน เหอๆ ที่ต้องเอามาแลกที่เขมรก็เพราะว่าที่นี่เค้าใช้เงินดอลล่าสหรัฐกัน เงินอีกสกุลก็คือ เงิน riel (เรียว) ร้อยเรียวเป็นหนึ่งบาท แต่ของที่นี่แพงนะขอบอก ข้าวจานนึงก็ประมาณสองสามเหรียญเข้าไปแระ ฟังดูอาจจถูกกว่าเมกา แต่ พอคิดเป็นเงินบาทแล้วแพงโคตรอะ บอง (พี่) คนขับรถละเมาะมารับแต่เช้าวิ่งรถทั่วเสียมเรียบหาที่แลกเงิน นำโดยเจ๊พัท ไกด์นำเที่ยวคนเก่ง จากกนั้นก็ไปทานข้าวเช้ากัน ร้านอาหารที่นี่แปลกอย่างก็คือว่า ถ้าร้านไหนมีกระดาษทิชชูตกลงพื้นเยอะๆ แสดงว่าร้านนี้อร่อย ถ้าเอากระดาษทิชชูวางบนโต๊ะถือว่า ไม่สุภาพ (เออแปลกดี แปลกแบบซกมกว่ะ)

พอกินเสร็จก็มุ่งหน้าสู่นครวัด ค่าตั๋วขาเข้าต่อคนต่อวัน $20 แต่ถ้าเข้าสามวัน $40 (ขอบอกว่าวันเดียวก็คุ้มแล้วอะ เหนื่อย เมื่อยแล้วก็ร้อนสุดๆ) เข้าที่แรกคือใน นครวัด (Ankor Wat) เป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดได้ปีนบันไดไปถึงยอดพระปรางค์ด้วย สูงมากกก ขอบอกว่า บันไดชันมากๆด้วยประมาณ 80 องศาได้ เหมือนกับไต่เขาเลย ข้างบนจะมีพระพุทธรูปให้สักการะ ไหนๆสาวห้าวก็มาแล้ว ก็ต้องไปไหว้พระให้ได้ ขึ้นไปก็ขาสั่นงั่กๆ ไม่กล้ามองข้างล่างเลย

มีเรื่องแปลกอยู่อย่างนึงก็คือ เห็นพระพุทธรูปไร้เศียร ก็เลยอยากจะถ่าย แต่ว่ากดเท่าไหร่ก็กดไม่ติด เลยให้เจ๊ลอง เจ๊ก็กดไม่ติด พวกเราเลยพนมมือขออนุญาต  กดติดปั๊บเลย ขนลุกซู่ซ่าไปหมด ใครที่คิดจะมาเที่ยวอย่าลืมเตรียมสิ่งของเหล่านี้ "ร่ม ,หมวกปีกหญ่ายๆ ,น้ำ ,พัด, ยาดม, ยาหม่อง" พอเข้าชมนครวัดแล้วก็ออกจากปราสาทนั่งรถละเมาะเพื่อไปอีกปราสาทนึง คือที่นี่ มีหลายปราสาทมาก แต่ปราสาทที่ใหญ่ที่สุดเรียกว่า "นครวัด"  ปราสาทที่สองเราจะไปเยี่ยม "นครธรม"

นครวัด เป็นสถานที่ เพื่อใช้บวงสรวง และบูชายัญเทพเจ้าของชาวฮินดู และชาวขอมในสมัยก่อน ใช้หินขนาดใหญ่มากๆๆ (ประมาณว่าเท่ากับหินที่ใช้สร้างปิรามิด ก็ว่าได้) แต่ละปราสาทถูกสร้างต่าง สมัยกัน ภายนอกปราสาทถูกล้อมรอบด้วยคลองที่มีขนาดใหญ่ และลึก มากๆ ว่ากันมา ต้องใช้แรงงานในการขุดและการสร้างเป็นล้านๆ คน คนตายไปก็เยอะ ทีแรกคิดว่าสร้างเพื่อเป็นที่อยุ่อาศัยเหมือนราชวัง แต่พอเข้าไปแล้วกลับไม่มีห้องและของใช้สำหรับคนเลย สร้างด้วยหินทั้งหมด แล้วภายนอกก็มีที่สำหรับบวงสรวง เลยคิดว่าใช้เพื่อบูชาเทพเจ้าแน่ๆ สถานที่ทำพิธีก็จะมีทางเข้าทั้ง 4 ทิศ ใครไปลองสังเกตดูว่า ไม่ว่าจะทำอะไร พวกขอมมักสร้างเป็น 4 ทิศทางเสมอ ภายในของนครวัด จะมีรูปแกะสลักของ นางอัปสรา ซึ่งเป็นนางรำของพระพุทธเจ้า คิดว่าเป็นนางรำเมื่อตอนใช้ทำพิธี เค้าบอกว่า นางอัปสรา เป็นผู้หญิงที่สวยมาก คนเขมรเวลาจะชมใคร เค้าจะพูดว่า "สะอาด" แปลว่า สวย "สะอาดดั่งนางอัปสรา" สวยเหมือนนางอัปสรา นั่นเอง

นครธม  เป็นปราสาท ที่น่าทึ่งอย่างนึงเพราะว่า ยอดพระปรางค์จะเป็นรูปBuddha ทั้งสี่ทิศ ตอนที่เราเห็นนึกว่า เป็นรูปนางอัปสราซะอีก พอถามเค้า "What kind of face over there, Is that a woman?" เค้าบอกว่า นั่นอะ เป็นรูป Buddha ต่างหาก แตกคับท่าน -_-'  ภายในนครธรมนี้ ได้ถ่ายรูปเจ๊ จมูกแตกกับองค์เทพเจ้าด้วย  จากนั้น ก็ไปชมปราสาทอื่นๆอีก ในนครวัด มีประสาทให้ชมทั้งหมด 9-10 ปราสาทนี่แหละ แต่ละปราสาท จะมีพระพุทธรูปให้สักการะด้วย เสียดาย เราไปไหว้ไม่ครบ 9 องค์ (ถือเคล็ด 9 วัดอีกแระ) ถ้าใครจะไปแนะนำให้ไปสองที่หลักๆ คือ "นครวัด และนครธม" เพราะสวยที่สุดแล้ว ปราสาทอื่นก็งั้นๆอะ

ตกเย็นว่าไปดูพระอาทิตย์ตกดิน ที่ยอดพระปรางค์ซะหนอ่ย แต่ว่าไปไม่ทันแหละ อดเลย พระอาทิตย์ไม่ได้ตกที่นครวัดนะ บองบอกว่า ตกอีกที่นึง บองก็ซิ่งใหญ่เลย กัวพวกเราไปไม่ทัน (ซิ่งของแกนี่ 2 mph อะ กูล่ะเครียด) ไปถึง คนก็ลงมาพอดี บอกว่า ตกไปแล้ว โอย เซ็งๆ บวกกับอาการปวดขา ปวดเท้า ขอนอนอืดในรถละเมาะแล้วกัน รอเฮียสิงห์กลับมาพาไปทานข้าวอร่อยๆ วันนี้เฮียพาไปร้านหมูกระทะแบบเขมรที่ขึ้นชื่อ จากนั้นก็กลับที่พัก หลับเป็นตาย

                              

1. เงินเรียว Reil                        2. เจ๊กำลังบอกทางคนขับ เพื่อไปแลกเงิน     3. เค้าเอาเงินวางบนโต๊ะโล่งอย่างนี้อะ ไม่กลัว

                                                 

                       4. เจ๊กำลังสั่ง ข้าวหมุทอด (บาย-สัจจะรุด)                                    5. ตลาดทางเดินที่เขมร

                             

                  6. Welcome to Angkor 

                          

             7. คลองรอบปราสาท ลึกและใหญ่มาก   

                    

                       ดูทางเข้าดิ ระยะทางช่างยาวไกล                              ก้อนหินใหญ่มาก

     

                                                                                         นางอัสรา                         ดูดิ โคตรสูงอะ                

                                                            นครธม                                                   ภาพจมูกชน

          

    นางอัปสรา                                                                        ลานนี้เค้าบอกว่าไว้ชนช้าง                                           

                          

                     ลานทำพิธีบวงสรวง                                                     หมุกระทะร้านดัง ของเขมรคนละ $4

 วันที่สาม  เช้านี้บอง (คนขับรถละเมาะ)  พาไปกินอาหารเช้าที่ร้านอร่อย (เออ วันนี้อร่อยของจิง) ชื่อร้าน ทะเลสาบ  (Tonle Sap) จากนั้นก็ไปรับเฮียสิงห์ที่ site งาน วันนี้เฮียจะพาไปทะเลสาบ บา-ราย เพื่อที่จะไปเกาะส่วนตัว (เกาะสวาท หาดสวรรค์) เริ่มด้วยการขับเรือยอร์ชส่วนตัวโดยมีคนขับเรืออายุยังน่อย ลงเกาะไปก็มีนางสนมคอยต้อนรับอยู่สามคนด้วยกัน (จิงๆ เป็นเด็กที่มาขายของที่ระลึก พอเห็นคนหลงกลเข้ามาเที่ยวเกาะก็ดีใจ ขายของกันใหญ่) อุตส่าห์เสียเงินตั้ง $15 เพื่อมาเกาะร้าง ก็เลยยึดเป็นฐานทัพทำเป็นเกาะส่วนตัวซะเลย จ้างเด็กสามคนมาบีบมานวด จ่ายเงินคนละเหรียญ อิอิ ดื่มน้ำมะพร้าวเย็นเจี๊ยบ สบายแฮ จากนั้นก็กลับโรงแรม เตรียมตัวเดินทางไป พนมเปญ ทางไปพนมเปญไม่ขรุขระเหมือนที่ผ่านมา แต่ว่ามีอะไรให้ดูเยอะแยะเต็มไปหมด

     

            ร้านทะเลสาบ                                  ข้าวต้มปลาของยุ้ยเเอง                       ปาท่องโก๋เค้าเรียกว่า "จะไขว้"

 

      ทะเลสาบ บาราย                                     กำลังขึ้นเรือยอร์ชส่วนตัว                             คนขับเรือยอร์ชของเรา ฮะฮ่า

     

  เกาะร้าง!! ไม่มีอะไรเล้ย เจอเด็กสามคน             จับทำนางสนมซะเลย                            เจ๊อยากกินมะพร้าวก้อ จัดให้

     

    นวดดีๆเด๊ยวเจ๊จะแจกเงิน                 พักกินข้าวเที่ยงก่อนไปพนมเปญ            ใส่รองเท้าแตะไปเรียน

         

            Amazing Khamer                     มอตะไซด์ไม่มีกระจก                           ร้านนี้เค้าบอกว่าดังที่สุด ในพนมเปญ

บันแชล จานเด็ดของมื้อ

วันที่สี่  วันนี้เที่ยวรอบพนมเปญเลย ที่แรกไป Talo Sleng แต่ก่อนเป็นโรงเรียน ต่อมามีสงครามเขมรแดง ทหารยึดโรงเรียนทำเป็นที่กักขังและทรมานนักโทษ (โคตรตน่ากัวอะ) ที่นี่มีกลิ่นสาบ กลิ่นเลือด แล้วก็รูปภาพที่เค้าทรมาน (นี่ขนาดพิพิธภัณฑ์ มันจะหาอะไรทำที่มันจรรโลงใจหน่อยก็ไม่ได้)  ประเทศเขมรต้องคำสาบ คนภายในประเทศฆ่าล้างกันเอง จึงทำให้เป็นประเทศที่ไม่พัฒนาสักกะที   จากนั้นก็ไปกิน ไอติมขึ้นชื่อของเขมร จำช่อไม่ได้แระ แต่ภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่า "snow ice" อร่อยมากๆเลยอะ จากนั้นก็ขับรองกรุงพนมเปญ ผ่านวิมานเอกเรี่ยน , University of Cambodian, สถานทูตไทยที่ถูกทำลายเมื่อสองปีก่อน (คดีสุวนันท์จำได้ป่าว) ,ไปวัดพนม มีชื่อเสียงประมาณ วัดพระแก้วบ้านเรา , ไปเดินตลาด จำชื่อไม่ได้อีกแระ เค้าบอกว่า เหมือนจัตุจักรดีๆนี่เอง ,แล้วก็ไปเดินห้างที่ใหญ่ที่สุดของเขมร (ก็เห็นมีอยู่ห้างเดียวอะ)  หนังที่เอามาฉายที่นี่มีแต่หนังสยองขวัญ พวกไสยศาสตร์ หนัง hollywood นำเข้าแบบบ้านเราไม่มีเลยนะ ตกเย็นก็ไปดูพระราชวัง ประดับไฟงดงามมากเลย

 

     ห้องเรียนที่เอามาขังนักโทษ                 ห้องนึงก็ยังแบ่งเป็น 20 ห้องเล็กๆ               บรรยากาศทางเดิน วังเวง ชอบกล

                                      

                                       มีค้างคาวด้วย เหมือนบ้านผีสิงเลย           ห้ามพูด (แต่เราคิดว่าห้ามยิ้ม อิอิ)

                                   

                                       ร้านนี้ดังมาก                                             ตะแอมแพเชอ (snow ice)    

                 

         วิมานเอกเลี่ยน (โชว์ในเงินเรียวด้วย)                                                            วัดพนม (วัดดังของพนมเปญ)

                

                 เค้านิยมกินเม็ดบัวกัน           ห้างดังของเขมร              

พระราชวังที่มีลานกว้างๆเหมือนสนามหลวงบ้านเรา

วันสุดท้าย  วันนี้กลับด้วยเครื่องบิน สายการบิน Air Asia อยากจะบอกว่า สนามบิน International ของเขมรนี่เล็กกว่าหมอชิตบ้านเราอีกอะ สนามบินของพนมเปญ ไม่ค่อยมีเครื่องบินลง ถ้าต่างชาติจะมาเที่ยว มักจะนั่งเครือ่งมาจากกรุงเทพ  จริงๆ บินแค่ชั่วโมงเดียวเอง หลังจากนั้นก็นั่ง shuttle bus (ฟรีนะ) เค้าพาไปถึง bus station เลย แล้วก็เลือกว่าจะกลับรถเมล์สายอะไร อิอิ  กลับบ้านคราวนี้รู้สึกว่า "ภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทย" มากๆอะ อย่างแรง

     

  สนามบินด้านหน้า                     ด้านหลัง(แทบจะไม่มีเครื่องบินเลย)                             สุวรรณภูมิบ้านเรา

7月31日

Aloha!! Hawaii

 Aloha!! อยู่ฮาวายไปที่ไหนก้อได้ยินแต่คนทักคำนี้ เป็นคำติดปากไปซะแล้ว ไม่มี Hi มีแต่ Aloha  ส่วนอีกคำที่จำได้ก้อคือ  Mahalo ซึ่งแปลว่า ขอบคุณนั่นเอง  ไปเที่ยว Hawaii มา 12 วันเต็มๆ เปลี่ยนอารมณ์ และความเป็นตัวเองไปได้อย่างเหลือเชื่อ ก่อนอื่นจะมาเล่าถึง บางสิ่งบางอย่างที่พอรู้มาเกี่ยวกะรัฐนี้

-  ดินแดนแห่งนี้ถูกค้นพบโดย Captain Cook ชนเผ่าพื้นเมืองคือ ชาว Hawaiian (คล้ายๆกับเผ่า เมาลี ของนิวซีแลนด์)

- ตัวอักษรของภาษานี้ มีแค่ 12 ตัวรวม Vowels นั่นคือ A,E,I,O,U และ consonants ได้แก่ H, K, P, L, M, N , W ดังนั้นเวลาออกเสียงเลยยากสักนิดนึง อ่านมะค่อยออกเหมือนกัน

- แต่ก่อนปกครองโดยกษัตริย์ต่อมาเป็นของญี่ปุ่น และถูกยึดมาอีกทีโดยสหรัฐอเมริกา และก้อตกเป็นของเมกา เรื่อยมาตราบจนทุกวันนี้

- รัฐ Hawaii มีทั้งหมด 8 เกาะด้วยกัน แต่พอจำจำชื่อได้แค่ 6 เกาะอะไร ส่วนพื้นที่ใหญ่ๆ ของ USA เราจะเรียกว่า Main Island ถ้าเค้าถามว่ามาจากไหนก้อบอกว่า Main Island นี่แหละเค้าก้อจะรู้ว่ามาจากเมกา

   1. เกาะที่ใหญ่ที่สุดเรียกว่า Hawaii (Big Island)

   2. Oahu (The Gathering Place) มีเมืองสำคัญชื่อว่า Honolulu เกาะนี้ถือว่าเป็นเกาะที่สวยมากๆๆๆ เราอยากไปเกาะนี้มากกว่าอีกง่ะ

   3. Maui (The Valley Isle)

   4. Molokai (The most Hawaiia Isle)

   5. Lanai (A Different Kind of papadise)

   6. Kauai (The garden Isle)

  

สวนทริปของยุ้ยคราวนี้ไป Big Island เริ่มเดินทางไปถึงที่เมือง Hilo ดินแดนแห่งภูเขาไฟ ใช้เวลาอยู่ที่นี่ 3 วันด้วยกัน สำรวจ Lava Tube และได้ไปดูลาวาที่ยังไหลครุกรุ่นลงมหาสมุทร Ocean Pacific (แต่มันไกลมากๆประมาณ 2 ไมล์) มองไม่ค่อยเห็นสักเท่าไหร่  เวลาที่นี่ส่วนมากคือไป Hiking บนภูเขาไฟไปน้ำตก

หลังจากนั้นก้อขับรถจาก Hilo ไป Kona ได้เจอกับน้องดาวเพือ่นสนิทที่ Seattle อีกครั้งที่นี่ ตอนนี้ดาวทำงานอยุ่ที่ Kona ร่ำรวยไปแล้ว 555 อยู่ Kona หลายวันได้ทำกิจกรรมหลายอย่างเช่น Snorkeling, Parasaling,shopping, walking ,dancing ,riding

 

น้องดาวมากับ มอตะไซต์คุ่ใจ ราคาเกือบเท่ารถเก๋งแหนะ ที่นี่เค้าฮิต Mopet กัน ยุ้ยรู้จักในนามของ Vespa สีสันงดงาม ดูได้จากในรูปนะจ๊ะ  อ้อ!! ได้รู้จักพี่คนไทยอีกสองคน จากตอนที่ไปเดินFarmer Market เค้าก้อพาเราไปเที่ยวทะเลด้วย แล้วก้อสอนดำน้ำ Snorkeling วันต่อมาฉายเดี่ยวลุยเองเลย ดีนะที่มี Rental diving gear ให้เช่า รอดตายได้ด้วย Life vest  เอาแค่นี้ก่อน ไว้มาอัพต่อ

 

** ตลอดเวลาที่อยู่ฮาวาย อารมณ์ช่วงนั้นเราเศร้าตลอดเลย เวลาไปดูLava ตอนกลางคืน นอนดูดาวอยู่คนเดียว มองไปก้อเห็นเค้ามาเป็นคู่ เดินจับมือกันอย่างน่าอิจฉา ส่วนตัวฉัน เดินคนเดียว ดูดาวคนเดียว น้ำตาไหลบ้างเป็นบางครั้ง  ไปเที่ยวครั้งนี้ หากไม่มีดาว เพื่อนสนิท มันช่างเป็นทริปที่ไม่สนุกเอาซะเลย ** 

 
7月12日

Seven Sisters tour CA

ฮะฮ่า วันนี้จะมาเล่าให้ฟังถึง ทริป ที่แสนจะโหด มัน และฮา กับบรรดาเหล่า sisters ทั้งหลาย ซึ่งไม่เคยเห็นหน้าเห็นตากันมาก่อน sisters มีทั้งหมด 7 คนนะเจ้าคะ อันประกอบไปด้วย ตัวต้นโครงการ นั่นคือ หนุยุ้ย (เราเอง 555) ,นิกกี้ (เพื่อนหลังบ้าน) , Keiko จากประเทศญี่ปุ่น, ไก่- บอสตัน , ต้อม - บินเดียวจาก Seattle , ชุ และ ตุ้ม - สองสาวจาก Atlanta  จะว่าไปแล้วก้อมี inter อยู่คนเดียวเนอะ แม่สาวน้อยตากลมโต เคโกะซัง
 
ด้วยบุพเพ อาละวาด ทำให้พวกเราได้บรรจบโคจร มาพบกัน พร้อมทั้งความฮา (แตก), หน้าด้าน ไม่มียางอาย (ว่าไปนั่น)
 
วันแรก ชะเอิงเอย  มาถึงสนามบิน LAX กันตั้งแต่ห้าโมงเช้า แต่กว่าจะได้เข้าโรงแรม และกว่าจะได้ออกเดินทางก้อปาเข้าไปบ่ายสอง วันนี้เริ่มตื่นตั้งแต่ตีสามแน่ะ เมื่อคืนนอนไม่หลับเล้ย ตื่นเต้นจัด อีกอย่าง เคโกะมานอนค้างที่บ้าน เลยสละห้องนอนให้ กระเด็นตัวเองไปนอนโซฟา นอนไม่สบายเลย นอนไม่หลับตลอดทั้งคืน
 
เริ่มตะลุย Universal Studio เป็นที่แรก เสียค่าเข้าถูกมากๆ เพราะมีพี่ที่แสนดี (พี่พีที่น่ารร๊ากช่วยหาบัตรถูกๆ และพี่ก๊อกที่น่าร๊าก พาขับรถเที่ยว) ถือว่าเล่นไม่คุ้มเลยเพราะว่าเราไปสาย วันนี้ July 4th ด้วย ยิ่งปิดเร็ว เพราะเค้าจะปิดไปดูพลุกัน เครื่องเล่นที่ชอบที่เล่น เอ ..น่าจะเป็น Mummy แต่จริงๆแล้วชอบหมดทุกอันเลย ชอบมากๆ ถ้ามีโอกาสวันหลังต้องมาอีกให้ได้ (ไว้จะลากลูกมาด้วย แต่ยังหาพ่อไม่ได้เลย ทำไงดี)  เสร็จแล้วเราก้อไปดูพลุที่ HOllywood Bowl คนดูเป็นแสน ไปสายอีกตามเคย 555 จะว่าไปแล้ว พลุที่นี่สู้ Seattle ปีที่แล้วไม่ได้เลยอะ สวยกว่าเป็นกอง แถมเล่นนานกว่าด้วย จากนั้นเราก้อไปถ่ายรูปกันที่ Hollywood Blvd ถนนที่มีดาว และลายมือลายเท้าของเหล่าดารา Hollywood เต็มไปหมดเล้ย ค่ำแล้ว ถ่ายรูปมองไม่ค่อยเห็น ต้องไปตอนกลางวันๆถึงจะดี  กว่าจะได้กลับโรงแรมก้อปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืน (คืนนี้นอนเตียงเดียวกะ เคโกะอีกแล้ว ขอบอกว่า นอนไม่หลับ เพราะว่าสาวเจ้าถีบเราเกือบทั้งคืนเลย แถวนอนกรน อีกตะหาก 555 เวลาหลับก้อยังน่าร๊ากก -_-'' )
 
 
วันที่สอง : ต้องรีบขึ้นรถแต่เช้าเลย ตาบวมตุ๋ย นอนไม่เพียงพอ มะเป็นไรเด๊ยวไปนอนต่อในรถก้อได้ วันนี้เองที่เราได้เจอ sisters อีกสาม นั่นคือ ยัยชุ , ไก่, แล้วก้อตุ้ม ความบ้าหน้าด้านของพวกเราได้เกิดขึ้น ณ วันนี้นี่เอง  เอ.. schedule เราวันนี้ไปเที่ยวลาสเวกัส นะฮ๊า นั่งรถก้อ เกือบ 6 ชั่วโมงกว่าจะไปถึง ระหว่างทางนี้เห็นแต่ภูเขา ทะเลทราย แล้วก้อได้เห็นต้นตะบองเพชร ใหญ่ๆ ของจริงที่ไม่ได้ใส่กระถาง ก้อวันนี้เอ๊ง อ้อ นั่งหลับตลอดทางเลย ฮะฮ่า 
 
ลาสเวกัส ลาสเวกัส กรี๊ดๆ อะไรมันจะตื่นตาตื่นใจได้ขนาดนี้หนอ อลังการมากๆ เหล่าผีพนันทั้งหลาย ใจเต้นตุ๊บตั๊ม น้ำลายหกตั้งใจจะขนเงินกลับบ้านหลายร้อยเหรียญ แต่ทุกคนก้อต้องผิดหวังน้ำตาตก 55 ยกเว้นน้องต้อมคนเดียว มือใหม่แต่เฮงชะมัดเลย โยกครั้งเดียวได้มา $30 (น้องเค้าแอบเล่นเงียบนะเนี่ย มีไปย่องเล่นอีกขณะที่คนอื่นกำลังหลับ ขึ้นมาอีกที ตี สอง ไปตะลอนที่ Casino นั่นเอง มะใช่ผับนะจ๊า ฮา..)
 

โรงแรมทุกที่ ใน Las Vegas ตกแต่งสวยงามมากๆ บางที่ทำคล้ายกับปราสาท Disneyworld บางที่ทำจำลองเหมือนนครนิวยอร์ก ยุ้ยอึ้งกับสถานที่มากๆ ไม่ใช่เพราะแสงสี แต่เป็นเพราะความคิดที่เค้าเปลี่ยนทะเลทรายที่หาค่าไม่ได้ มาทำให้เกิดประโยชน์ เอาเงินจากนักท่องเที่ยวไหลเข้ารัฐได้อย่างมหาศาล ฉลาดจิง จิ๊ง พวกเมกันเนี่ย วันนี้แต่ละคนก้อเข้านอนดึกกันอีกตามเคยนะเจ้าคะ

 

วันที่สาม :   วันนี้เริ่มออกเดินทางจาก Las Vegas ไปเที่ยว Grand Canyon นั่งรถอีกหลายชั่วโมง แล้วก้อนั่งสัปหงก บนรถอีกตามเคย วันนี้ไม่มีแดด อากาศไม่ดีเลย แถมฝนตกหน่อยอีกตะหาก แต่พวกเราโชคดีที่ว่าไปถึงแล้วฝนไม่ตก จนพวกเราถ่ายรูปเสร็จถึงจะตก แกรนแคนยอน นะขอบอกว่า สวยงามมากๆ เคยดูแต่ในรูปไม่ impressive เลยแต่พอมาเห็นด้วยตาตัวเองแล้ว ขนลุก ตลอด ธรรมชาติช่างสร้างได้อย่างงดงาม (ทำไมเมืองไทยไม่มีงี้มั่งนะ) หุบเขาอันกว้างใหญ่ ถูกลมและสายน้ำบรรจงสร้างวิจิตกรรมให้กลายเป็นชั้นเหมือนการแกะสลัก ไม่รู้จะบรรยายยังไง ต้องมาดูเองดีกว่าเนอะ  จากนั้นเราก้อนั่งรถไป Laughing โรงแรมที่พวกเราไปพัก ติดกับ Colorado River แม่น้ำสายสำคัญ ที่ไหลผ่านหลายรัฐ จะว่าไปแล้วก้อเหมือนกับ เจ้าพระยาบ้านเราแหละเนอะ อากาศร้อนมากๆ ร้อยกว่าองศาได้ อบอ้าว และแห้งแล้ง ไม่ร้อนชื้น ร้อนกว่าเมืองไทยอีกขอบอก  เอาเป็นว่าวันนี้เราได้ไปเที่ยวมาทั้งหมด 3 รัฐ ซึ่งประกอบไปด้วย Arizona, Nevada, California  อ้อ วันนี้แอบบ้าลงสระน้ำด้วย (ว่ายน้ำก้อมะเป็นเนอะ แอบเปรี้ยวๆ อิอิ )

 

วันที่ 4 : วันนี้นะ ตื่นแต่เช้า กะว่าจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้น แต่มันขึ้นตั้งแต่ตีสี่ ก้อเอาเป็นว่าขอไปถ่ายรูปตรง Colorado River แค่นั้นพอแล้วกัน วันนี้เป็นวันสุดท้ายของทริป Las Vegas & Grandcanyon วันนี้กลับ LA แล้ว ขากลับเราแวะถ่ายรูปที่ London Bridge ด้วยล่ะ เค้าทำเหมือนจำลองเหมือน London เลย วันนี้มะค่อยมีอะไรน่าสนใจ  เล่นขำๆกันบนรถบัส บ้าบอคอแตก แก้เซ็ง พวกเราไปถึง โรงแรม Holiday Inn กันประมาณ ห้าโมงเย็นได้ นั่งให้ป๋าก๊อก และป๋าเหนาะมารับไปเที่ยว กริ๊งเดียวก้อมา ฮี่ๆ  พวกเราไปเดินเล่น Thai town แล้วก้อไปซื้อขนมกลับมาเต็มเลย shopping อีกแล้ว หมดไปเกือบร้อย เฉพาะขนมอย่างเดียวนะเนี่ย  plan ไว้ว่าจะไปดู Santa Monica Beach แต่ว่าดึกเกินเลยไม่ได้ไป กลับที่พัก นั่งเล่นไพ่กันต่อ 55

 

 

วันที่ 5 : วันนี้เปลี่ยนทริปไปฝั่ง San Francisco แทน นั่งรถอีกหลายชั่วโมงอีกตามเคย destination ของเราวันนี้คือ Yosemite National Park ที่นี่เราคาดหวังไว้มาก แต่ Grand Canyon กินขาดเลย ชนะใจสุดๆ  วันนี้มีคนมาขอเราถ่ายรูปด้วยล่ะ อ๊ากๆ (มะใช่หนุ่มน้อยน่ารัก แต่เป็นป้าแก่ๆ สงสัยจะเอารูปไปให้ลุกชายเลือก คิดเข้าข้างตัวเองไปซะงั้น 555 ) เสร็จจากดู Park แล้วก้อกลับโรงแรม พรุ่งนี้ไกด์ให้ออกตั้งแต่ ตีสี่ครึ่งแน่ะ

 

ดีจังเลย ห้องพักของพวกเราอยู่ติดกะสระน้ำ สระก้อปิดแล้วอะนะ แต่นังนิกกี้ก้อยังแอบไปเปิดสระ Jagucci จนด๊ายย พวกเราเลยพลอยแอบแหกกฎไปด้วย  ครั้งแรกที่ได้ลงสระ Jagucci มันสบายอย่างนี้นี่เอง ใช้น้ำ Massage นวดตัวเคลิ้มหลับสบายไปเลย 55 ก่อนนอน จั่วไพ่กันโต้รุ่งอีกตามเคย

 

วันที่ 6 :  รถออกตั้งแต่ตีห้า มุ่งหน้าสู่ Downtown San Francisco วันนี้เรียกได้ว่าเที่ยวจุใจ ล่อง cruise กันตั้งแต่เช้า Foggy, Windy and cloudly มากๆ มอง Golden Gate ไม่เห็นเลย หนาวด้วย ใส่ขาสั้นอีกตะหาก (ก้อใครจะไปรู้ล่ะ ว่าหน้าร้อนที่ SF จะหนาวขนาดนี้  เสร็จแล้วก้อไปถ่ายรูปหน้า Garden Stair สวนดอกไม้ที่ทำเป็นทาง ซิกแซก เหมือนขั้นบรรได แล้วก้อไปเดิน Pier 39 ของขายเยอะแยะมากมาย บรรยากาศดี ผู้คนเยอะแยะ (แต่ส่วนมากยืนออ กันอยู่หน้าร้านกาแฟ ทำอะไรกันนะ โด่เอ้ย ดูบอลโลกนีเอง ) จิงๆ ต่อจากนี้มี night tour อีกแต่พวกเราไม่จ่าย (งกนั่นเอง) เลยกะว่าจะเที่ยวเอง ด้วยความพยายามก้อได้ขึ้น Cable Car ขอเล่านิดนึงนะก๊ะ ก่อนหน้าที่จะได้ขึ้นเนีย่  จะขอเล่าความซื่อบื้อ ของsister - Nikki ให้ฟังว่า มานเป็นรถเมล์ที่มีสายไฟฟ้า (ซึ่งพวกเราเรียกว่า รถเมล์ไฟฟ้าอะนะ) คุณเธอก้อนึกว่ามันคือ cable car หน้าตาขึงขังเถียงใหญ่ว่าเนี่ย cable car 555 แสดงความซือบื้อออกมาให้เพือ่นๆขำ แก้เซ้งอะน๊อ  วันนี้เดิน chinatown ซื้อเสื้อ playboy rabbit (ตอนซื้อไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร จนกลับบ้านโฮสถามนั่นแหละ ฮาคับท่าน มิน่าล่ะเดินไปที่ไหนก้อมีแต่คนมอง)  

 

วันที่ 7 : และแล้ววันสุดท้ายก้อมาถึง ใส่เสื้อทีม สีดำ รูปกระต่าย กะจะโดดเด่นอะนะ แต่มะมีใครสนใจ (ไรว่ะ วัยรุ่นเซ็ง)  วันนี้จุดหมายของพวกเราคือ ไป Hearst Castle ปราสาทที่งดงาม ขอบอกว่า งามมากๆ ปราสาทนี่เองเป็นต้นความคิดของหนังเรือ่ง Harry Potter ล่ะ ร้อนจัง วันนี้ไม่ได้ทาครีมกันแดด ดำอีกและ จากนั้นเราก้อไป have lunch ที่ร้านอาหารใน Denish town แล้วก้อมุ่งหน้ากลับ สนามบิน LAX มะค่ยอได้เที่ยวไหนเพราะว่า เวลาส่วนมากหมดไปกับการนอนบนรถ 555

 

สรุปค่าใช้จ่ายทริปนี้ ก้อหมดไปเกือบ พันเลย ส่วนมากจะเป็นพวกของฝาก แล้วก้อของกินมากกว่า ค่าทัวร์และเครื่องบินไม่ถึง $500 เลยล่ะ  พร้อมทั้งไปเที่ยวข้ามรัฐอีก 3 นั่นคือ California, Nevada, Arizona

 

555 อยากจะบอกว่า วันนี้ก้อเสียเงินตัดแว่นไปอีก $350 (แพงกว่าตั๋วเครื่องบินไปอังกฤษ อีกง่ะ ตัดแว่นที่เมกา เซ็งว่ะ)

 

 

 

4月30日

Amish & shoofly pie

I had gone Lancaster and had a wonderful chance to visit the plain people . We knew them as  "Amish" - The Pennyslvania Dutch country.
 
Who are they??
They're oldest group of Old Order Amish, about 16-18,000 people live in Lancaster County, Pennsylvania. The Amish stress humility, family and community, and separation from the world. they learn English at school. They speak English when they deal with anyone who is not Amish. They pronounce Amish with a broad "a" (Ah-mish).

The Amish are a private people who believe God has kept them together despite pressure to change from the modern world. They are not perfect, but they are a strong example of a community that supports and cares for its members. They are a people apart; they are also a people together.
Why don't they accept modern ideas and innovations?

Although the Amish look like they stepped out of the rural 19th century, in fact they do really change. Their lives move more slowly than people in USA. They choose to examine change carefully before they accept it. If the new idea or gadget does not assist in keeping their lives simple and their families together, they probably will reject it.


Old Order groups all drive horses and buggies rather than cars, do not have electricity in their homes, and send their children to private, one-room schoolhouses. Children attend only through the eighth grade. After that, they work on their family's farm or business until they marry. The Amish feel that their children do not need more formal education than this. Although they pay school taxes, the Amish have fought to keep their children out of public schools.

One more thing if we're talking about Amish . We think  about "Shoofly Pie"

There's  no other single dessert is so identified with Amish Country as is the shoofly pie. First, I really  want to know what it is.

I would say it is more like a coffee cake, with a gooey molasses bottom. This bottom can be thick or barely visible. Shoofly pies can be tasted in most of the area restaurants, where I usually buy one to take home as well. I found them very sweet, what with all that molasses and brown sugar. If you like sweet desserts, you'll probably love shoofly pie.

But how did these pies get their name? The most logical explanation seems to be that the sweet ingredients attracted flies when the pies were cooling. The cooks had to "shoo" the flies away, hence the name shoofly pie. "Shoofly getaway from my pie"

Who cares? The important thing is just to test some. ….

 
4月4日

Chicago

เต็มที่ 12 วันที่ชิคาโก ขอบพระคุณ อาหลู่ซัง เบนโตะ พี่จอย พี่โมท์ พี่ปื๊ด อาจารย์ และป๋าปีเตอร์ที่คอย take care

April 5th >> เดินทางวันแรกหิมะตกที่บ้าน PA  สงสัยที่ชิคาโกต้องหนาวกว่าแน่ๆ รีบไปหยิบเสื้อโค๊ชเตรียมไว้ทันที ไปถึงชิคาโกตอนบ่ายสามครึ่ง อาหลู่ซังมารับ (หน้าตาน่ากัวมาก เพราะว่าไว้เคราแพะด้วย อิอิ) ไปถึงบ้านอาหลุ่ซัง ดู "แดจังกึม" ดูไม่รู้เรื่องเลยเนี่ย ดูไปดูมาแอบหลับ จากนั้นก้อช่วยอาหลู่ทำการบ้านให้แฟน (เห็นนั่งจิ้มๆตั้งนาน รำคาญเลยทำให้ซะเลย ทำแป๊บเดียวก้อเสร็จ 55 เก่งจังเรา)

แล้วพวกเราก็ไปกินอาหารจีนกัน มื้อนี้ฟรีจ้าอาหลู่เลี้ยง

 

วันต่อๆ มาอาหลู่ก็มารับ พาไปกินข้าวทุกวันเลย น่ารักจริงๆ ที่สำคัญอิ่มจังตังค์อยู่ครบ พาไปเที่ยว Millienium Park ที่ตั้งชื่อนี้คงเป็นเพราะว่าสร้างเสร็จปี 2000 หรือไม่ก็ใช้เงินในการสร้างพันล้าน เพราะมีเวที Opera ที่ใหญ่มาก ไฮโซสุดๆ ไปเดิน Michigan AVE ที่มีของขายเยอะแยะ (แต่เราไม่ชอบshopping สักเท่าไหร่เดินไปก้อหนาวไป ลมพัดสุดๆ) ไปดู Science Museum เป็นสถานที่ถ่ายทำเรือ่ง Spider man 1 แมงมุมกัดพระเอกที่นี่ นี่เอง จากนั้นก็ไปเดิน University of Chicago ไฮโซ มากๆ ตึกเก่าแก่มีเถาวัลย์หนาๆ และใหญ่ๆ ปกคลุมเยอะแยะมากมาย

 

วันเสาร์และอาทิตย์ของสัปดาห์แรกนี่สิงสถิตย์อยู่ทีวัดทั้งสองวัน ได้ทำบุญตักบาตร สวดมนต์นั่งกรรมฐาน รู้สึกจิตใจสงบขึ้นเยอะ เราได้รู้จักกะอาจารย์ตู่ ผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกะศาสตร์ Anatomy แล้วก็ได้กอบโกยวิชาความรู้มาอีกหลายๆอย่าง ทั้งเกี่ยวกะการเลี้ยงดูเด็ก และระบบกล้ามเนื้อ ทีนี้เราก็รู้สาเหตุว่าทำไมบางคนปวดคอ ปวดหลัง และก็วิธีผ่อนคลายเบื้องต้น ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายๆตัว

 

อาหลู่ซังพาขึ้นตึก Zear Tower เป็นตึกที่สุงที่สุดของสหรัฐอเมริกาในตอนนี้ ลักษณะตึกเป็น Tube 9 แท่ง ลดระดับลั่นกันลงมา (เราไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่) แต่ส่วนที่ชอบที่สุดคือ ตามทางเดินจะมีdetails อธิบายเกี่ยวกะ Chicago city ความเป็นมา ซึ่งไม่เคยรุ้มาก่อนเลยว่า ชิคาโก เคยถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่เพราะวัวตัวเดียว เรื่องนี้ไม่รู้เป็นตำนานหรือเปล่า แต่ได้ความรู้เยอะแยะเลยคะ

 

ชิคาโก เรียกได้ว่าเป็น Windy city เพราะมีลมตลอดทั้งปี ดูจากลักษณะแล้วน่าจะเป็นเพราะอิทธิพลลมทะเล แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ทะเลหรอก เป็น Lake Michigan ใหญ่มากๆครอบคลุมอาณาบริเวณไปถึง Wiscosin , Michigan, Indianna เลย อ้อ!! อาหลู่ซังพาไปเดิน Navy Pier ด้วย ถ่ายรูปมาเยอะเหมือนกันที่ Pier นี้ แต่ก้อนะ เดินไปหนาวไป นี่ขนาด Spring แล้วนะเนี่ย ไม่อยากจะคิดเลยว่า winter จะหนาววสะท้านซะขนาดไหน

 

วันอังคาร ไป Wiscosin กะจอร์ช และอาหลู่ Geroge เป็นนักเรียนไทยมาเรียนที่ Art Institute of Chicago สถาบันเกี่ยวกะ Art ดังมาก แพงมากๆๆๆด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่าน้องๆ U of Chicago ก็ว่าได้ เราไป Lake Geneva ไปทานอาหารกลางวันกัน (มื้อนี้ยุ้ยเป็นเจ้ามือคะ) ไป National Park แล้วก็ไป Museum ที่นี่ George ตื่นเต้นมากๆเพราะว่าการออกแบบสถาปัตยกรรม ไฮคลาสสุดๆ แต่เราดูไม่ออกหรอก เพราะไม่ได้จบสถาปัตมา 

 

วันพุธว่างง ทั้งวันนั่งแก่วอยู่บ้าน เพราะอาหลู่ซัง มีธุรกิจร้านนวดต้องไปนอกเมือง เลยไม่มีคนพาเที่ยว แต่ก้อดูหนังไทยหลายเรื่อง ดูเรื่อง "ลองของ" แล้วก้อ "เพือ่นสนิท" ดู IPTV ตลอดทั้งวันเลย 55

 

วันพฤหัส เบนโตะ มารับไปทานติ๋มซำ เบน- เป็นเพื่อนทางอินเตอร์เน็ตมาเจอกันครั้งแรกที่นี่ ลูกชายคนเดียวของเศรษฐีขายรถที่เชียงใหม่ มาเมกาเพื่อต้องการพิสูจน์ป๋าว่า เค้าเองก็ทำงานเป็นไม่ต้องขอเงินป๋าใข้อย่างเดียว (อย่างกะน้ำเน่าแน่ะ) ป๋า ปีเตอร์พาขึ้นตึก John Handcock ดูชิคาโกยามค่ำคืน สวยชะมัดเลย แล้วก็ไปดู Macdonald ที่ใหญ่สุดๆ อย่างกะโรงแรม  ตกเย็นก็ไปเที่ยวผับกะเบน สนุกมากกก แด๊นซ์กระจาย

 

วันศุกร์ ป๋าปีเตอร์พาไปเที่ยวฮะฮ่า งานนี้ป๋าเลี้ยงตลอด ตอนเช้าไปกินอาหารเกาหลี แสนโอชา จากนั้นก็พาไปเที่ยว casinoที่ Indianna ด้วย เพิ่งเคยเล่น slot ครั้งแรกก็ที่นี่แหละไม่เห็นจะสนุกเลยอ่า แต่ก็ประสบการณ์ดี เพราะไม่ได้เสียเงินสักกะบาท

 

วันเสาร์วันสุดท้าย ไปงานสงกรานต์ทีวัดธัมมาราม เป็นวัดที่องค์ราชินี สร้างใหญ่โตโอ่อ่า

 

วันอาทิตย์กลับบ้าน อาหลู่มารับช้า ไปถึงสนามบินด้วยความรีบร้อน เดินไปถึงก็ขึ้นเครือ่งทันทีเลย เพราะสายมากแล้ว ถึง PA เย็นๆ เพราะต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่ NJ

สรุป ทริปนี้ ใช้เงินไม่ถึง $300 รวมค่าตั๋วเครื่องบินแล้ว พร้อมกับน้ำหนักขึ้นมา 2 pounds

Cherry Blossom in DC (Sa-ku-ra)

Hoo rey!! It's Spring!!!!  In my opinion, spring come very early over here ,east coast. We knew Sa-ku-ra in Japanese words ,saw them through cartoon when we were young. The charactors often sat under sakura trees and enjoy picnic.Right here Cherry Blossom was called in English. In DC there is  the 94th celebration of the original gift of the 3,000 cherry trees from the city of Tokyo to the people of Washington, DC in 1912. I come and enjoied the spirit of the this  season. I was a driver drove 3 hours from PA to DC. Rainy in the morning,but i just hope it will be better in the afternoon. It is!!  very beautiful day not too cold not too hot. Everything just AWESOME!!

 

Uptill now i drove across 3 states. There were Deleware , Washington DC, Marryland. Next trip i'll try New York and New Jersey.

1月4日

Christmas & New year 2006

Hope it's not too late to say "Merry Christmas & Happy new year!!" I went to Times Square for new year with my friends who came with the same flight as mine on last year. A year passed so fast we met again on NYC where was the first place we spent time together in USA. My friends Jang, Nuch, Jea-they're fun people to get along with. We had a big Dim-Sum at chinatown and had a great tour Central park and Time Square. I plan to visit NYC again b4 i return to Bangkok. Nuch is now living  over there,so that i can stay with her for free. That's cool!! She loves to cook . She cooks very good also. hehehe How lucky i am!! I have best friend who is the good cooker.
 
Let's back to "Times Square" We went there around 8.30 pm. and got to stand and wait 3 hours and a half for counting down the last 10 secs. What's a crazy!!  I could see just tails of fireworks. Couldn't even move or go back. Sounds terrible,but we had a great time.
 
Anyway, I got Ipod Nano the color one from Santa Clause. In fact it's the second after i got from my host parents in Seattle on my BD. I also got a variety of gifs including gifs card for dinner and movie card.
 
 
 
12月1日

Last time in Vancouver

At the last weekend. Just went to Vancouver for visiting my brother. He's staying alone over there. In fact,i had been there several times. The first time i went with my host parents,the second time by myself, the forth time went to Victoria and this time i went alone by taking bus Greyhound. It was pretty cold over there. Arrived there at 11 pm then called and met N'mue at the sky train. His house kinda comfortable ,but there are nothing for living -_-' just table and kitchen. We rode a bike together around Stanley park on Saturday .Had a chace to walk around downtown and went to Sun yat sen park. Like i was in china. We ate BBQ buffet at Korea restaurant and Chinese buffet for dinner. Luckily, i saw Santa Parade on Sunday. It was so awesone. Two sides are full with people. I'll miss Vancouver so much becoz i got to move to PA in a few weeks.  Will miss you Barble leave :(
9月16日

Wow! snow on Sep

On the last Saturday i've gone  Mt.Rainer again. Oh man! it was raining in the morning,but i can't postpone this trip becoz i push Jason and Ple with me moreover i paid money$20 to Terry also. Hiking today might not be fun T_T. On the way to go up there.It was still raining. I don't think it will be stop soon. Hey!! how come the rain change be white??? I'm really wonder.It's not rain ,but snow!!!!!
Hoorey!! i wanna shout out loud .My counselor ask our bus driver to pull over at that time. We got off the bus to take some photoes. Such Amazing there's not any snow showering in Seattle for a long time .It would be more than a couple years. Jason told me that it's the second time for him as he saw snow in SEATTLE. it's the second time for me too after i did see it at Mt.Baker .
 
What a lucky girl i am!! I did see Mt.Rainer on the clearly day and snowing day.Awesome!
9月6日

So much fun in Portland

Just weekend passed i went Portland (the new city in Oregon) . Arrived there on Friday night around 11pm. In fact,i got to be there not late over 9.15 pm but i miss Greyhound (What a sh...! how come they don't wait for me just 3 mins. I saw it was going in front of my face. I got to wait for the next one 2 hours ahead)
 
On the first day, my friends-Tong, Mee gave me watch Korea sery "Full house". I drug this sery oh man! Saturday they took me to Thai restaurant . It was great as i've never met before also the price is alright for us. Once i thought about this i wanna back there again. I think it's better than some in Thailand. Aftethat we ate Sushi in the evening hehehe. So much deceious! . At night we went to a club. In my opinion,clubs in Seattle is much better then Portland. We need to wait until midnight so it gonna be fun. I was a little bit surprise that there were some of Americans ask me teach them to dance and ask us flight dancing. hehehe why? I never face situations like this you knew that. Most of American do dirty dance. you know what i mean don't you? . They're so surprise us that we dance hardly move a lot hip and waist hehehehe. Since we danced they're always cheerup and clap their hands. Awesome!!
 
Sunday morning, Tong, Mee, Koy took me try some porridge at Chinese restaurant in China town. I'm really happy. I love them so much .They're my good friends although we met each other only once time in Seattle,but seems we're very quite close. Next time i'll be there again ,have fun togother yeah!!
 
 
8月20日

Travel East Coast

 

  มาจะกล่าวบทไป  จะเล่าถึง vacation ที่ East Coast เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เครื่องบิน on time ออกจาก Seattle คืนวันพฤหัส ตอนห้าทุ่มครึ่ง สองทุ่มก็ออกจากบ้านแล้ว แดดยังเปรี้ยงอยู่เลย ลากกระเป๋ากะสะพายเป้อีกหนึ่งใบขึ้นเขาไปรอรถเมล์ เล่นเอาหอบแฮ่กๆ ต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่ Ohio ไปถึง Baltimore ตอนเก้าโมงเช้า เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นกางเกงขาสั้นเสื้อกล้ามพร้อมเดินทางเต็มที่

 
วันที่ 1 พี่โจ้ มารับที่สนามบินหอบข้าวเช้ามาให้ด้วย มื้อแรกของการเดินทางอร่อยมากๆเลย ขับรถไปที่ Metro ถ้าพูดถึง Metro จริงๆแล้วก็คือ รถเมล์และ subway แต่เนื่องจาก Seattle ไม่มี Subway เพราะฉะนั้น Metro ก็คือ รถเมล์นั่นเอง แต่ที่ Marryland Metro ก็คือ Subway นั่งไปลงที่ DC โอ้โห ไปถึง DC เท่านั้นแหละ นึกว่ากลับมาถึงเมืองไทย อากาศร้อนมาก เก้าสิบกว่าองศาฟาเรนไฮต์ได้ ร้อนที่สุด ดีนะที่เปลี่ยนเสื้อผ้าไว้ก่อน ไม่งั้นใส่ขายาวเที่ยวมีหวังเป็นลมแน่ๆ เดินทั้งวันเลยวันนี้ เหนื่อยและร้อนมากๆ ตกเย็นพี่กิ๊บเพื่อนพี่โจ้ พาไปทานข้าวเย็น ร้าน PF Chang อร่อยดี คนเยอะมากรอน๊านนาน แต่กินไม่เยอะเพราะว่าไม่ได้ทานข้าวเย็นมาหลายวันแล้ว (ตอนนี้น้ำหนักลดลงเท่ากับตอนมาเมกาใหม่ๆ ดีใจจัง) พี่กิ๊บจบป.ตรีสถาบันเดียวกันแต่มาเรียนโทที่เมกา และได้แต่งงานกับคนเมกัน เข้าทำงานที่World Bank โก้ชะมัดเลย จากนั้นแฟนพี่กิ๊บ (เอจำชือ่ไม่ได้แฮะ) พาขับรถดูสีสัน DC ยามค่ำคืน เสียดาย ลืมเล่าไป วันนี้ได้ไปถึง Pentagon แต่เค้าไม่ให้เข้าและไม่ให้ถ่ายรูปเลยได้แต่ถ่ายป้ายสถานีมาเท่านั้นเอง   ขออาศัยพี่กิ๊บอาบน้ำ เตรียมตัวขึ้นรถบัสตอนตี 2 เพื่อที่จะไป NY
 
วันที่ 2 มาถึง NY ที่ China town ตอนหกโมงเช้า กะเวลาพลาดไปนิดเลยมาถึงเร็วไปหน่อย แต่ก็ดี China town ที่นี่ สกปรกมาก เหมือนเยาวราชที่เมืองไทยเลย ไม่ยักจะหิวแฮะแต่ก็ไปเจอร้านขนมปังอร่อยๆ ไม่มี Sale Tax นานๆได้กินอย่างนี้ที คิดถึงบ้านจัง เพราะคุณแม่ชอบซื้อขนมปังแบบนี้มาให้กินบ่อยๆ รถทัวร์ไนแองการ่า ออกตอนแปดโมงเช้า ทัวร์นี้มีแต่คนจีน ไกด์ก็เป็นคนจีน ออกจะพูดจีนซะส่วนมาก พูดอังกฤษนิดเดียวเอง นั่งรถ 8 ชั่วโมงไปถึงโรงแรมตอนเกือบสองทุ่ม ตอนเย็นแวะกินบุฟเฟต์อาหารจีน  $11  กินไม่คุ้มอีกและ ตอนสามทุ่มเต้าหมิงซื่อ (ไกด์นำทัวร์นี่แหละไม่รู้ว่าชื่ออะไรเลยเอาชื่อนี้ให้ละกัน) พาไปเดินที่น้ำตกไนแองการ่า สวยมากๆ แต่ถ่ายรูปมาน้อย เนื่องจากว่า ใช้ night mode ในการถ่าย มือสั่นนิดเดียวภาพเละไปไหนถึงไหน กว่าจะชื่นชมความงามเสร็จ ปาเข้าไปเที่ยงคืน ตีหนึ่ง กลับโรงแรมอาบน้ำ นอน พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า
 
วันที่ 3 ฟ้ากระจ่าง สดใส มองเห็นน้ำตกชัดเจน นั่งเรือฝ่าน้ำตกเข้าไปงดงามจริงๆ เป็นบุญชาตินี้ได้มาน้ำตกไนแองการ่า ตัวเปียกหมดเลย แต่ก็ประทับใจเป็นที่สุด ถ่ายรูปเยอะมาก เพราะรู้ว่าวันต่อๆไปตัวจะต้องดำแน่นอน 55 เต้าหมิงซื่อเรียกอีกและ ได้เวลากลับแล้วซิเนี่ย ต้องนั่งรถอีก 8 ชั่วโมงไปถึง Chaina town หลับตลอดทางเลย ไม่รู้มันมีอาถรรพ์หรือยังไง ตอนมาตรงที่ยุ้ยนั่งแดดก็ส่อง แถมส่องตลอดทางอีกตะหาก ตอนกลับก็ยังจะส่องอีก ดวงมันสมพงศ์กะแดด จริงๆเล้ย มาถึง China Town NYC ตอนทุ่มเป๊ะ ต้องรีบนั่งรถบัสไป Boston นั่งต่ออีก สามชั่วโมงครึ่ง ไปถึงก็สี่ทุ่มเกือบห้าทุ่ม รบกวนโทรให้ Yishan มารับ คุณเธอก็ยังนอนอยู่ เรกงใจจัง แต่จะให้ทำไงได้ก็ไม่อยากนอนที่ south station นี่นา สัมผัส Boston ครั้งแรกก็ชอบเลย มีแต่นักเรียนหล่อๆ น่ารักๆ อิอิ Boston เป็นเมืองแห่งมหาลัย มีแต่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงตั้งอยู่ที่นี่มิน่าล่ะ เจอแต่หนุ่มๆหล่อ :D Yishan มาแล้ว ขับรถมารับพร้อมกับชุดนอน
 
วันที่ 4 ตื่นนอนเก้าโมงเช้า รีบหยิบแผนที่บอสตันมาดู ว่าน่าจะไปไหนดี ที่ต้องไปให้ได้ก็คือ Harvard U & MIT ซึ่งก็ได้ไปสมใจ อากาศก็ยังเหมือนเดิม นั่นคือร้อนตับแล่บ Yishan คนดีขับรถพาไปส่งขึ้น Subway ในเมือง เริ่มไป Harvard เป็นที่แรก ได้ไปแตะเท้าท่าน Sir John Harvard ชาตินี้ไม่ได้เข้าเรียนที่นี่ แต่ก็ขอให้ได้มาเหยีบก็แล้วกัน จากั้นเดินๆไป MIT ต่อ ตกเย็น พี่จูนเพื่อนพี่โจ้ รุ่นพี่ที่สถาบัน ขับรถมาจาก Salem ไกลแสนไกลมารับพาไปทัวร์ Boston ยามเย็นและพาไปกิน Hot pot Korea ที่ Chinatown ไหงมุมที่เรานั่งมันมีแต่คนไทยหว่า??? มองกันไปก็มองกันมา เรายิ้มให้เค้าแต่เค้าไม่ยิ้มให้เราแฮะ นี่แหละน๊า คนไทยในต่างแดน ไม่เห็นหัวคนไทยด้วยกัน อ้อ!!~ ได้ไปเดิน Sky walk ตึกสูงๆของ บอสตันยามค่ำคืนด้วย แล้วNancy เพื่อนที่เคยอยู่ Seattle ด้วยกันก็มาหา ไม่ได้เจอกันสองเดือนคุณเธอผอมลงนะจ๊ะ ตายละหว่า ปาเข้าไปห้าทุ่มแล้ว กว่าจะนั่ง Subway อีก Yishan ต้องไม่พอใจแน่ๆเลย ดีนะที่ซื้อ เค๊กเก็บไว้สองชิ้น เอาไปบรรณาการคุณเธอแล้วกัน มาขอเค้านอนให้เค้ามารับดึกๆดื่นๆ Yishan น่ารักที่สุดเลย Thanks so much นะจ๊ะ (เค้าจะเข้าใจมะเนี่ย อิอิ)
 
วันที่ 5 Yishan เป็นเพือ่นที่รู้จักกันมานาน แต่ไม่ได้โทรคุยกันเป็นเวลา 8 เดือนแล้ว เธอมาอยู่ที่ Boston ถ้าไม่ได้เค้าก้คงไม่รู้ว่าจะไปนอนที่ไหน แถมยังมารับไปส่งตลอดสองวันที่พักอยู่กะเธอ น่ารักจริงๆ งั้นวันนี้ขอแอบเล่นเปียโนหน่อยละกันนะ 555 อะไรกันเนี่ย !!เพือ่น Yishan ที่เป็น Volunteer อยู่ที่ MIT แวะมารับไปส่งเราที่ Subway จากนั้นก็ drop กระเป่าไว้ที่ bus station แล้วก็นั่งรถชมเมืองเที่ยว Boston $25 อีกหนึ่งวัน จากนั้น รีบกลับไปที่สถานทีเพือ่ที่จะนั่งรถบัสกลับไป NY วิ่งแทบตายนึกว่าจะไม่ทัน ไปถึง NY ที่ Chinatown อีกแล้วอะ โทรหาน้องเนตร ลูกสาวเพื่อนแม่ที่อยู่ Manhattan มารับ ต้องนั่ง Subway อีกแล้ว Subway ที่NYC นี่ complecated ที่สุดในโลก เห็นแล้วงง เป็นไก่ตาแตก กว่าจะไปถึงบ้านน้องเนตรเล่นเอาซะเหนือ่ย เพราะต้องแบกกระเป๋านั่งหลงแล้วก็เปลี่ยนสถานี น้องเนตรผุ้น่ารักมาตรงจุดที่เราลง แถมยังพาเที่ยว Time Square ยามค่ำคืนอีกด้วย สมกับเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับจริงๆ Time Square เนี่ย ซื้อเสื้อ I love NY มาด้วยจะใส่พรุ่งนี้แหละ
 
วันที่ 6 นอนหลับสบายที่สุดเลย Apartment หรูหราอย่างกะโรงแรม เริ่มไปที่ Liberty Statue เป็นที่แรก ต้องนั่งเรือเสียอีก $11.5 ข้ามฝากไปLiberty แน่นอน อากาศก็ยังร้อนเหมือนเดิม ทำให้คิดถึง Seattle เมืองผู้ดีของเราขึ้นมาอย่างจัง วันนี้ไปหลายที่มาก เดินเหนื่อยมากด้วย แต่ไม่ได้ไป Central Park สงสัยคราวหน้าคงจะต้องมาใหม่ เค้าบอกว่ามา NY แล้วไม่ได้ไป Central Park เหมือนไปไม่ถึง ทั้งๆที่อยู่ใกล้ๆ Apartment แท้ๆเล้ยย ให้ทำไงได้ เนื่องจากเวลาไม่เอื้ออำนวยต้องรีบไปขึ้นรถบัสเพือ่ที่จะไป Pensylvania เย็นนี้นี่นา  นั่งรถจาก NY สามชั่วโมงไปถึง Allentown โทรบอกให้ Nemo มารับ บ้านอยู่ไกลมากๆๆๆๆ บ้านของ Nemo มีอายุเก่าแก่ถึง 200 ปี แต่ภายในตกแต่งอย่างสวยงาม  แต่เข้าไปก็รู้สึกได้ว่ามันมันเก่า ทำมาจากหินทั้งหลัง แข็งแรงทนทาน เนื้อที่บ้านนี้กินเขาไปทั้งลูกเลยเหอๆ ชอบตรงที่ว่ามีเจ้าหมาล๊อตไวเลอร์ตัวโต๊โตอยู่ 2 ตัวนี่แหละ
 
วันที่ 7 วันนี้เรียกได้ว่าเป็นวันพักผ่อน Nemo พาเลี้ยงข้าวเช้า กลางวัน และเย็น อาหารเย็นเป็นปลา Salmon (ซึ่งกินที่ Seattle บ่อยมาก แต่กินกะ Nemo ก้อร่อยมากเช่นกัน) ไปดู Farmer Market ที่นี่แปลกดีที่ว่า เป็น indoor ไม่ร้อนและมีร้าน $1 store ด้วย จากนั้นก็ไป shopping ซื้อเสื้อมาสองตัว เพราะซื้อมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ไม่รู้จะยัดใส่กระเป๋ายังไง เสื้อที่นี่ดี no sale tax ด้วยล่ะ ตอนเย็นว่าจะว่ายน้ำและอบซาวน่าซะหน่อย แต่เวลาไม่เอื้ออำนวย กลับมาก็ดึกแล้ว อาบน้ำนอนดีกว่พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าติดรถเค้าไป Philladelphia
 
วันที่ 8 ออกจากบ้าน Nemo ตั้งแต่หกโมงครึ่งไปถึง Philladelphia แปดโมงเช้า ไกลมากๆเลย นี่ขนาดอยู่รัฐเดียวกัน ใช้เวลาขับรถอย่างกะกรุงเทพ- อยุธยา แต่ดีที่ว่าถึงเร็วได้รีบจองตั๋วรถไป Marryland วันนี้ก็นั่งรถเที่ยวชมเมือง $22 เนื่องจากบอกเค้าว่าเป็น นักเรียนเลยได้ราคาถูกหน่อย (จริงๆโกงแหละ อายุเกินแล้วแต่เนื่องจากว่าหน้าเด็ก ฮ่าๆ) ตอนเย็นตอ้งรีบขึ้นรถไป Baltimore ตอนห้าโมง แต่รถมาเหรดกว่าจะได้ขึ้นก็ปาไป 6โมงเย็น ไปถึงที่ Baltimore เกือบสามทุ่ม เพื่อนพี่โจ้ขับรถมารับพาไปเที่ยวผับ ผับที่นี่มีน้อย ไม่คึกคักและมีแต่คนผิวดำซะส่วนมาก ถ้าพวกเค้าได้มา Seattle แล้วจะตกใจ ฮ่าๆแต่ชอบผับที่นี่เนื่องจากว่าเปิดเพลงสมัยนิยม ไม่ใช่ hip hop แถมมี cowboy dance ด้วย ซึ่งเอาผู้ชายที่ผสมเหล้าdrink มาเต้นๆ แล้วก็เอาเครือ่งดื่มราดตัวให้ผู้หญิงเลีย เรียกเสียงกรี๊ดๆๆ
 
วันที่ 9 วันนี้ไป Longwood Garden เห็นในรุปมันสวยดีก็เลยอยากไปค่าเข้าแพงมาก แต่ก็ใช้แผนเดิมบอกว่าเป็นนักเรียน ดีนะ ที่ไม่ขอดู ID ถึงขอก็จะบอกว่าไม่มี ฮ่าๆ  อากาศร้อนที่ซู๊ดดดดดด เป็นวันที่เรียกได้ว่าร้อนมากๆ ร้อนจนปวดหัวเล่นไม่สนุกเลยวันนี้ ตัวก็ดำถ่ายรุปไม่สวยแล้ว  กลับบ้านตอนเย็น นั่งเล่น internet กว่าจะได้นอนตีหนึ่ง (แต่ก็ประมาณสี่ทุ่มที่ Seattle)
 
วันที่ 10 วันนี้ตื่นซะเกือบเที่ยงเลย กินข้าวเช้า แล้วพี่โจ้ขับรถไปส่งที่สนามบิน เครือ่งออกตอนหกโมง สักพักก็ไดยินประกาศบอกว่า flight delay ไปสองชั่วโมง ฟังไปฟังมา เฮ้ย มันflight ช้านนี่หว่า ได้ไงกัน เลยรีบไปบอกเจ้าหน้าที่ให้ช่วยหา flight เร็วๆให้อ้างว่าต้องไปสอบวันพรุ่งนี้เช้า ยังไงก็ต้องถึง Seattle คืนนี้ให้ได้ แต่เนื่องจากว่า ต้องไปเปลี่ยนเครือ่งที่ Ohio flight ที่เร็วที่สุดคือพร่งนี้เย็น เค้าก็ไม่ช่วยอะไรเลย ต้องนั่งหลั่งน้ำตาสักพัก ตัดสินใจลงไปที่ counter ข้างล่าง บอกเจ้าหน้าที่ให้ช่วยเหลือเค้าคงเห็นตาแดงๆร้องไห้มาเลย ช่วยหาสายการบินอื่นให้ วันนี้ก็ต้องรบกวนพี่โจ้เพิ่งมาส่งตะกี้ ให้มารับอีกครั้งไปขอนอนอีกคืน พี่โจ้พาไปดู Concert กลางแจ้งที่ เมืองใกล้ๆ เพลงแนว country มีแต่แก่ๆ แต่ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ
 
วันที่ 11 เครื่องออกแต่เช้า ได้ไปสายการบิน Northwest ต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่ Menasota กว่าจะไปถึง Seattle ก็บ่ายโมง ในที่สุดก็มาถึง Seattle เมืองผู้ดี ดีใจจัง