Arunee 的个人资料๑۩۞۩๑ Code Name: GGY Ro...照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
|
12月21日 Reunion
งานแรก: เพื่อนเก่า KU-GGG (Great Girls Gang) นัดเจอสังสรรค์กัน ที่ร้านอาหาร "ครัวพฤกษา" ตรงแยกเกษตรนวมินทร์ บรรยากาศดี๊ดี แถมฟรีอีกตะหาก ไม่ได้เจอกันตั้ง 3 ปี หาเวลานัดกันหลายครั้งแล้ว ก้อไม่เคยลงตัวกันสักกะที เจอกันครบทีมล่าสุดก็ตอนเลี้ยงส่งยุ้ยไปเมกา เจอครั้งนี้ทุกคนก้อยังเหมื๊อนนเดิม แร้งลงเวลาอาหารมา แย่งไมค์กันร้องเพลงเหมือนอย่างกะเด็กๆ เสียดาย งานนี้ขาดดอย(ไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย) แล้วก้อนุ้ย ติดงาน เอาเป็นว่าฉลองเดือนเกิดให้พี กับ เจ๊แอมไปในตัว ย้อนมาดูรูปเปรียบเทียบสมัยยังสาว @@@@@@@@@@@@@@@@
สิบปี เจ๊จันก็มีลุกแล้ว เจ๊แอ๊นท์นี่แบบแอบแต่งโดยไม่บอกกล่าว นมล กับ ชาญยุทธก็ถือโอกาสประกาศเรื่องการฉลองงานแต่งงาน นึกถึงอดีตที่ต้องวิ่งรอบสนามกันทั้งห้องเพราะ ไอ้เต้ มาสายทุกวัน ขนาดเพือ่นม.ปลายยังเล่าว่า มันก็แอบ หลับในห้องจนอ.จเร (สุดโหดสอนวิชาฟิสิกข์) ให้ไปกินหญ้าทั้งห้อง เพราะอาจารย์บอกว่า "พวกที่หลับในห้องเป็นควาย ต้องไปกินหญ้า" (โชคดียุ้ยย้าย โรงเรียนอิอิ ไม่งั้นคงต้องไปกินหญ้าซะแล้ว)
จะว่าไปแล้วขอเล่าตำนานมัธยมต้นหน่อยแล้วกัน ตอนม.1 พวกเราอยู่ห้อง 1/17 ซึ่งเป็นนักเรียนรอบสองนั่นก็คือ สอบเข้าโรงเรียนอื่นไม่ติด เลยต้องมาอาศัยใบบุญที่ RST ปกติแล้วม.หนึ่ง จะมีแค่ 16 ห้อง ซึ่งพวกเราเป็นเด็กส่วนเกินว่างั้นเหอะ แต่ว่า ห้องพวกเราเป็นห้อง King นำทีมอาจารย์ที่ปรึกษานั่นก็คือ อ.มาลี เรืองฤดี อาจารย์เพิ่งเข้ามาบรรจุโรงเรียนนี้แล้วก็ประเดิมเป็นที่ปรึกษา ห้องแรก รุ่นพวกเราเป็นรุ่นแรกที่สอบติดโรงเรียนเตรียมฯ อยู่ห้องคิงด้วยกันมาตลอดสามปี รักกันปานจะกลืน สนิทกับบรรดาอาจารย์ที่สุดเช่นกัน นับว่าเป็นความทรงจำม.ต้นที่ประทับแล้วก็ไม่เคยลืมเลือน
ล่าสุดเพิ่งนัดเลี้ยงสามปรามาจารย์ ที่ร้าน น้องเนย หลังเซ็นทรัลพระรามสอง อ.มาลี (ที่ปรึกษาตอนม.หนึ่ง) ,อ.กัลยา (ฝ่ายปกครอง สอนภาษาไทยตอนม.หนึ่ง), อ.อัญชลี (ที่ปรึกษาตอนม.สาม) สามท่านนี้เป็นที่เคารพนับถือของพวกเรายิ่งนัก
11月10日 ภูมิจัยๆ ^.^5月13日 มารู้จัก มก. กันดีกว่าใกล้เปิดเทอมแระ แต่ไม่ใช่เกษตรฯ (สามแยก) เป็นจุฬา (สามย่าน) ซะอย่างนั้น
ไปรับ เอกสารลงทะเบียนเมื่อวันศุกร์ อารมณ์ความเป็นเด็กเตรียมฯ ก็กลับมา
ที่ตรงนี้เคยยืนรอรถเมล์กับเพื่อนๆ กับน้องรหัส เมื่อ 7-8 ปีก่อน
(พุดไปก็ยิ่งประกาศความแก่ ให้ชาวบ้านรู้ จะพูดทำไมเนี่ย)
แล้วก็หวลให้นึกถึงตอนเป็นเด็กเกษตรฯ
มันพูดไม่ถูก เด็กเกษตรฯ ทุกคนคงเข้าใจดี
ถึงจะไม่ใช่มหาลัยอันดับ 1 ของประเทศ
แต่ม.เกษตรฯ เป็นมหาลัยที่ประเทศไทยขาดไม่ได้ จิงๆนะ
มารู้จัก มก. กันดีกว่า
- มีต้นไม้เยอะแถมยังรกแต่ยังไงก็ยังร้อน และแดดแรงเสมอ แต่นิสิตก็ชอบ (ไม่รู้ว่า วิทยาเขต อื่นเป็นยังไง) - มีนิสิตเยอะที่สุด เพราะมีหลายวิทยาเขต - คณะวิดวะ มีตึกดีที่สุด คณะมนุดมีตึกกระจอกสุดๆ คณะวิศวะมีตึกมากกว่า 10 ตึก แต่ คณะมนุษย์ มีแค่ตึกเดียว -*- - เค้าบอกกันว่า Eng 1-4 เป็นวิชาที่ทำให้คนเรียนไม่จบ มากพอๆๆกับ Gen-chem(general chemistry) - มหาลัยนี้มี สะพานข้ามแยก อุโมงค์(กาลังสร้าง) สี่แยก และถนน เป็นของตนเอง ( แยกเกษตร สะพานข้ามแยกเกษตร อุโมงค์เกษตร และ ถนนเกษตร นวมิน )
- เรามีคณะสถาปัด ที่เป้นเด็กแนวที่สุด คีบแตะ นุ่งยีนส์ หัวฟู - นิสิตที่นี้ต้องเรียน พละ ทุกคน จ๊าบๆ - สาวเกษตรฯ บึกบึน และอดทน แล้วก็น้ำใจงาม ^^
- เกษตร รับน้องได้เร้าใจ อย่างที่สุด อันนี้ cfm คะ และจะเร้าใจกว่านี้มากถ้าไม่มีเรื่อง ท่าเต้นไก่ย่าง ที่เป็นข่าวเมื่อสองสามปีก่อน (ท่ามันก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไรเล้ย) - เซเว่นเปิดไม่ตลอด 24 ชม. เพราะปิด 4 ทุ่ม เซเว่นที่ตึก KITS ปิดตอน 5ทุ่มครึ่งคะ เพราะว่าเป็นเวลาที่ตึก KITS ปิดบริการ และเปิดอีกครั้งตอน 6 โมงเช้า *-* - ที่นี้เราสอนตั้งแต่ ปลูกผัก ยัน ทำเครื่องบิน อิอิ - เรามีหอชาย ที่อยู่ใกล้คณะที่มีผู้หญิงเรียนมากที่สุด ( เพียง 2 เมตร ก็ถึงแล้ว ) - คณะ วนศาสตร์ เป้นคณะที่วิ่งเก่งที่สุด ก็วิ่งตั้ง 12 กิโล นี่เนอะ (จำกันได้มะ รับน้องๆ) - คณะมนุ***ยุ่ในซอก หลืบ ของมหาลัย - ตลาดนัด 15 , 30, 1 เป้นตลาดที่เหมือนตลาดสดมากที่สุด ( มีตั้งแต่ผัก ยัน อาหารสำเร็จรูป ) แถมยังมีอุปกรณืไฮเทคมาขายด้วย - 20 บาท ก้อิ่มได้ที่ วิดยา 15 บาทก็อิ่มได้ที่บาร์ใหม่ - จักรยานเป้นพาหนะสำคัญ สำหรับ คณะ บ้านนอก - สโม ของ คระมนุดเหมือน ห้องเก็บของ - คณะถาปัด มีตึกที่ดีกว่ามนุด 100 เท่า - ท่านสามารถลง Gen-Chem ได้สูงสุด11ไม้ ใน4ปี - สุนัขที่SCL, สระว่ายน้ำ, ประตูพหล1 มันไม่ใช่หมา แต่มันเป็นหมู !!
- หอหญิง เปลี่ยวกว่าหอชาย เค้าเอาผู้หญิงไปเฝ้ารั้วมหาวิทยาลัย แต่ว่าเอาผู้ชายมาไว้ใกล้ความเจริญ เดิน 3 ก้าวก็ถึง บาร์ใหม่
- อยู่บริหาร ปั่นจักรยาน : แปลก! อยู่ประมง ขับรถเก๋ง : แปลกกว่า! - ใกล้วันรับปริญญา นิสิตคณะบริหารปี 1 จะต้องช่วยกันขัด "พังงา" ให้พี่บัณฑิต ถ่ายรูป
- ทุกวันที่15 และ30 ของเดือน อย่าแปลกใจที่ไปกองกิจฯ แล้วเจ้าหน้าที่ไม่อยู่ เพราะเจ้าหน้าที่ไปเดินตลาดนัด
- นิสิตใหม่ จะทำการปลุกต้นนนทรีประจำรุ่น และแต่งคำขวัญร่วมกัน และหลังจากจบการศึกษา ต้นนนทรีจะออกดอกพอดี -_-' - ก่อนหวยออกหนึ่งวันจะมีตลาดนัด ตั้งต้นจาก บาร์ใหม่ - ศร.3เป็นที่บันเทิงยิ่งนักเพราะหาที่จอดรถยาก - โรงอาหารคณะวิทยาศาสตร์ ใหญ่กว่า คณะวิศวกรรมศาสตร์ แต่ นิสิตในมหาวิทยาลัย เป็นนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ เยอะที่สุด - ที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ พระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานสระน้ำสำหรับสุนัข และมีชื่อว่า สระสุวรรณชาด ซึ่งแปลว่า ทองแดง - ก่อนจะลงป้าย จะหนักใจ เพราะไม่รู้ จะเลือกเข้า มหาลัย หรือ ว่า อมรพันธ์(แหล่งร้านเกม) - ทางเดินในบาร์ใหม่ เป็นที่ไว้ให้หมาน้อยนอนเล่น - ความจริงแล้ว เกษตรศาสตร์ จะมีงานสองงาน คือ งานเกษตรแฟร์ ไว้ขายสินค้าเกษตร แล้วก็โชว์หมา และ งานเกษตรแห่งชาติ มีไว้แสดงผลงานวิชาการเกษตร - นึกถึง มะขาม กับ กระเทียม นึกถึงเกษตรแฟร์
- หนังเรื่องบุญชู ทุกภาค และ the shutter ก็ถ่ายทำที่เกษตรนะขออก - วิชาเคมี เป็นวิชาที่นิสิต รักที่สุด เพราะadd แล้ว add อีก (ไม่เคยเรียนแฮะ แต่เค้าว่ากันอย่างนี้)
- สำนักหอสมุด ส่วนใหญ่ ชั้น 2 เย็นกว่า ชั้น 3 (อันนี้จริง ไปนอนมาหมดแล้วทั้ง 3 ชั้น) - ท่านสามารถดูกายกรรมเปียงยางได้ที่ ศร.3(b boy) ไม่รู้ตอนนี้ยังมีอยู่ป่าว - เมื่อก่อนที่บาร์ใหม่ ต้องแย่งพัดลมกันเพราะร้อนมาก ตอนนี้จะมีแอร์แล้ว แอร์ที่บาร์ใหม่จะเปิดเฉพาะช่วงเที่ยงเท่านั้น เวลาอื่นหมดสิทธิ์ - ทุกคนคงจะรู้จัก ระเบียบเชียร์!! SOTUS - อาหารคณะวิดยาอร่อยที่สุด เป็นที่เดียวที่คณะอื่นมากินที่วิดยา แต่วิดยาแทบจะไม่เคยไปกินที่คณะอื่น(ยกเว้นประมง) - ใต้ ศร.3จัดกิจกรรมบ่อยมากๆ บันเทิงทั้งนั้น - ชมรม ลูกทุ่งดาวกระจุย (ชมรมเพลงลูกทุ่ง) อยู่คู่กับเกษตรมาตั้งแต่ยุคบุกเบิก พอๆ กับ อ.ปัญญา paparazzi ประจำมหาลัย แบบว่า อาจารย์โผล่ทุกงาน และทุกคณะที่ทำกิจกรรม เก็บภาพทุกช๊อต ไปดูได้ทุกวันที่ Kucity - เป็นมหาลัยยอดนิยมที่มีคนเลือกมากที่สุด ในทุกๆปี - ความจริงเกษตรศาสตร์มีพื้นที่ใหญ่กว่านี้มาก แต่ต้องแบ่งพื้นที่บางส่วนให้กับหลวงเพื่อสร้างประโยชน์ทางด้านอื่นทั้ง องค์กร สำนักงานที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรทั้งหมด แม้กระทั่งบริจาคพื้นที่เพื่อขยายถนน - มหาลัยแห่งนี้กำลังจะมีหอสมุดมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ(ขณะนี้กำลังก่อสร้างเพิ่มเติม) - ที่นี่มีรถตะลัยคะ พี่น้อง ย่อมาจาก"รถบัสตระเวนรอบมหาวิทยาลัย" (อันนี้คิดเอง ^^) - จ่ายค่าโดยสารเพียงแค่ 2 บาท แต่น่งรถเล่นได้จนเบื่อ(แล้วใครจะนั้ง มีแต่คนยืน อิอิ) - ที่มีมีเสาธงประหลาด เพราะเสาธงเป็นรูปเมล็ดข้าว (ตรงไหนว่ะ นึกไม่ออก) - 3 แยกปากหมาในอคีตอยู่ที่วิดวะนี่เอง ที่คณะวิศวะมีหัวลำโพงด้วยนะคะ แล้วทราบป่าว ก็อยู่ตรงสามแยกปากหมานั้นแหละ - หลังสอบจะเป็นช่วงที่นักการภารโรงน่าสงสารกว่านิสิต เพราะต้องไปเก็บเศษดอกไม้ธูปเทียนที่นิสิตไปไหว้อนุสาวรีย์สามบูรพาจารย์ - วิชาเคมียากมาก ขนาดคนที่เรียนสาขาเคมียังบ่นเลย แถมบางคนยังมีไม้สองไม้สาม(สอบข้อเขียนอย่างเดียว) - วิชาแลบเคมียากกว่า ทำแลบไม่ทันก็เอาเกรดC ไป มีควิชก่อนเข้าเรียนทุกครั้ง(โหด) - ใครไม่เคยหลงทางในเกษตร "เชย" - ที่นี่สอนตั้งแต่ อนุบาลจนถึงปริญญาเอก(อนุบาลของคณะ อก) - ห้างที่อยู่ข้างๆ มอ คือ TOPS 555+ - เด็กจุฬาฯ สอบเสร็จไปสยาม มาบุญครอง เด็กเกษตรฯ สอบเสร็จไป เมเจอร์รัชโยธิน - บริหารและเสดสาดถูกวิดวะล้อมรอบ - วันวาเลนไทน์ รถตะลัย ที่ผ่าน คณะวิดวะ ทุกคัน จะต้องถูกให้จอด เพราะเด็กวิดวะ จะเอาดอกกุหลาบไปให้สาวๆบนรถ
- หนึ่งอาทิตย์ก่อนสอบเซเว่นจะขายดีเป็นพิเศษ
- KFC ของเกษตรฯ คือ Kasetsart Food Center ไม่ใช่ไก่ผู้พันนะ - or-chemเป็นเคมีอีกตัวที่นรกมากๆๆ มีคนไม่จบเพราะตัวนี้มาเยอะแล้ว
- มีคนเรียกพระพิรุณทรงนาค (ตราประจำมหาลัยวิทยาลัย) ว่า จิ๊กโก๋เหยียบไส้เดือน (แต่ไอ้พวกนี้เรียนไม่จบ 4 ปีกันหรอก หึหึ) - ถ้าเด็กเกษตรหยุดกินเหล้าเบียร์ โรงงานผลิตอาจจะเจ๊ง - เด็กเกษตรเป็นเด็กที่มักได้เที่ยวป่าเขาฟรี (และได้รับการดูแลอย่างดี)เพราะมีรุ่นพี่เกษตรอยู่เยอะ - เคยสงสัยมั้ยว่าวันหนึ่งป้าเฉื่อยที่บาร์ใหม่ขายข้าวได้วันละกี่จาน - แล้ว เคยสังเกตุมั้ยว่าเจ้าของร้านขนมศร.1 แต่ตัวเปรี้ยวมากๆ(ไม่ใส่เสื้อในด้านไว้ล่อเด็กหนุ่มๆอิอิ) - เป็นมหาลัยที่มีเด็กครบทั้ง76จังหวัด ....สุดยอดอะ สุดท้าย ภูมิใจมากที่สุดที่ได้เคยเรียนในเกษตรศาสตร์แห่งนี้
P.S. ข้อมูลบางส่วนมากจากฟอเวิดเมล อยากดูรูปของมหาลัยเกษตรเชิญเยียม ทัวร์บางเขน
*******************************
อยากรู้ว่ามหาลัยเพื่อนๆเป็นไงกันมั่ง มารำลึกกันหน่อยเนอะ
ปอย...จุฬา
หนูกวาง.....มธ.
ปุ๊กกี้.....มศว.
นายวี.....พระนครเหนือ
นายโจ้....ลาดกระบัง
น้องหนึ่ง....พระจอมเกล้าธนบุรี
พลอย.....ศิลปากร
เจ๊พัท... ม.ราม
น้องแข....เชียงใหม่
ชุ...หอการค้า
พี่ปุ้ย...มหิดล
กิ้น...เอแบค
นายบอล...ม.กรุงเทพฯ
3月17日 เปิดไดร์ เด็กเตรียมฯ (ตอนจบ)
2月25日 เปิดไดร์ เด็กเตรียม (น้องรหัส) สูงสุดตาแล พระเกี้ยวเด่นแท้ เป็นแพรชมพู
น้ำใจแห่งครู คู่สถาน ณ ลานคนกล้า
ทุกถ้อยทุกคำ คือคุณธรรมศรัทธา
ชาญและเชี่ยวในวิชา ด้วยวิญญา แห่งครู
(จริงๆ มีเพลงก่อนหน้านี้อีกเยอะเลย แต่มาไม่เคยได้ทันฟัง) - ครั้งก่อน ลืมเล่าถึง กีฬาประสาน สองสถาบัน ตอ. ตท. (เตรียมอุดมฯ - เตรียมทหาร) ไปได้ไงกันก้อไม่รู้ กีฬา นี้อะนะจัดขึ้นทุกปี ให้แก่เด็กม.สี่ โดยเฉพาะผู้หญิง มันเป็นการแข่งกีฬา ฟุตบอลประเพณีอะ พอตกเย็น ก็จะมีงานเลี้ยงให้บรรดาเด็กเตรียมทหารได้พบปะกะ สาวน้อย ม.4 แห่งเตรียมอุดม เพื่อนเราได้กิ๊กกันไปหลายคู่ (งานนี้ต้องกลับบ้านเย็น เราเลยไม่ไปร่วม) อาจารย์บอกว่า ให้เกาะเด็กนายร้อยไว้ โตขึ้นจะได้เป็นคุณนาย (จิงเร้ออ...) - แต่ก่อน ก็ต้องมีการซ้อมด้วย โดยอาศัย ซ้อมในคาบเรียน อิอิ (ช๊อบ ชอบ ไม่ต้องเรียน) เด็กเตรียมฯต้องร้องเพลง "จักรดาว" ให้ได้ พวกนักเรียนนายร้อยก็ต้องร้องเพลง "ปิ่นหทัย" ใหได้เหมือนกัน งานนี้ พวกเตรียมฯ ที่จบม.4 ไปเข้านายร้อยก็เยอะเหมือนกันนะ เพิ่งรู้ จากการบอกเล่าของเพื่อนๆ ก็พอจะรู้มาว่า พวกรุ่นพี่ของเหล่านักเรียนเตรียมทหาร มีกฎว่า จะต้องได้เบอร์โทรติดต่อ จากสาวเตรียมฯ ทุกคน มิฉะนั้นจะโดนซ่อม (อูย..มีงี้ด้วยเรอะ) แต่เอาเป็นว่า หนุ่มขี้อายทั้งหลาย ก็ทำภาระกิจสำเร็จ รอดตัวกันไปทุกคน (ถือว่า ใช้ได้ทีเดียวนาเนี่ย ) สาธยายไปตั้งนาน ยังไม่ได้เล่าประวัติ เตรียมฯ คร่าวๆกันเลย ขอเล่านิดนึงแล้วกัน เพราะว่า อาจารย์ทุกคนจะต้องปลูกฝัง เล่าถึงประวัติโรงเรียนเตรียมฯ ให้กับเด็กทุกคนฟัง สืบทอดเป็นรุ่น ต่อๆกันมา - โรงเรียนเตรีมอุดมศึกษา สมัยก่อน ชื่อว่า "เตรียมอุดมศึกษา แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" ที่ตั้งชื่อนี้ เพราะ ฯพณฯ ศร มล. ปิ่น มาลากุล ได้รับโองการจากสภามหาวิทยาลัย ให้ก่อตั้งโรงเรียนเพื่อ ให้ลูกหลานของข้าราชการชั้นสูงได้เข้าเรียนเท่านั้น สมัยก่อน ใครจบเตรียมฯ จะเข้าจุฬา ได้เลยโดยไม่ต้องสอบ แต่ต่อมาก็เปิดให้ลูกหลานพลเรือนได้มีโอกาสเข้าเรียนได้เหมือนกันแล้ว ตัดชื่อ "แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" ออก - นี่แหละทำให้โรงเรียนเตรียมฯ แตกต่างจาก สวนกุหลาบฯ และสตรีวิทยา ซึ่งมีเด็กเก่งเหมือนกัน ตรงที่ "สมัยก่อนนั้น ผู้ใดจะเข้าโรงเรียนเตรียมฯได้ นอกจากจะเป็นแค่ลูกหลานข้าราชการชั้นสูงแล้ว จะต้องมีสติปัญญาที่เฉลี่ยวฉลาดด้วยล่ะ (ดีที่เกิดสมัยนี้ ไม่งั้นก็ไม่มีวาสนาด้เข้าหรอก เตรียมฯน่ะ ฮ่าๆ) - โรงเรียนเตรียมฯ อะ สมัยก่อน ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ญี่ปุ่นมายึดอะ มานมายึดโรงเรียนเราเป็นฐานทัพด้วยนะ ช่วงนั้น ศร.มล.ปิ่น มาลากุล ต้องสั่งปิดโรงเรียนเลย (ตอนเราฟังอาจารย์ ซึ่งเค้าก็จบเตรียมฯ เหมือนกัน เล่า เรางี้เหมือนตัวเองเข้ามาสู่สมรภูมิรบ ยังไงยังงั้น) - ตึกดึกดำบรรพ์ ของโรงเรียนเตรียฯ ที่อยู่คงทน ตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน ก็คือตึก 1, 2, 3 ขอบอกว่าขลังมาก โดยเฉพาะตึก 2 ซึ่งเป็นตึกที่เราเรียนตอนม. 5, 6 ตึกนี้อะ จะมีห้องประชุมเล็ก เรียกว่า ห้อง 111 ภายในห้องจะมีบอร์ด รายชื่อเด็กเตรียมฯที่สอบได้ทุนของในหลวง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน (เดินผ่านห้องนี้ทีไร ขนลุกทุกทีอะ) แล้วตึกนี้อะ เป็นตึกรวมเด็กคิง ชั้นม. 5, 6 ทั้งสายวิทย์ทุกแขนง และสายศิลป์ เฉพาะ คำนวนเอาไว้ เอาเป็นว่า ตึกนี้รวมคนเก่งโคตรๆ ไว้ด้วยกัน (แล้วเราดันมาได้อยู่ตึกนี้ได้ไงก็ไม่รู้ นี่แหละทำให้ยิ่งขนลุกเข้าไปใหญ่ รัศมีความเก่งของคนอื่น มันทิ่มแทงทุกวันๆ) จำประวัติได้แค่นี้แหละ ทีนี้ย้อนกลับมาเรื่องของเรามั่งดีก่า เนอะ - ปีนี้ราต้องเอ็นทร้านซ์ แล้วละ ช่ายแล้ว !! เด็กเตรียมฯ ส่วนใหญ่สอบเทียบเพื่อที่จะเอ็นท์ตั้งแต่ม.5 พวกที่ยังอยู่ม.6 ต่อน่ะ มีหลายเหตุผลด้วยกัน นั่นคือ 1. อยู่ม.6 เพื่อต้องการสอบชิงทุนต่างๆ 2. วางแผนศึกษาต่อต่างประเทศ 3. รักโรงเรียนจัด นัดกับเพื่อนๆ จะอยู่ร่วมเป็นร่วมตายกัน 3 ปี 4. เอ็นท์ไม่ติด ก็ต้องเรียนม.6 (ซึ่งเราก็อยู่ในกลุ่มนี้ล่ะ ฮ่าๆ) - พอขึ้นม.6 จะเหลือนักเรียนน้อยมั่กๆ ไว้ติดตามตอนต่อไป - ม.5 นี้เราได้อยู่ตึก 2 อย่างที่บอกไปอะนะ ตึกนี้ดีอย่างที่ว่า อยุ่ระหว่างประตูใหญ่ตรงสามย่านและ ประตูตรงถนนอังรีดูนังต์ ซึ่งตอนม.สี่ ต้องลงรถเมลืด้านหน้าเท่านั้น เวลารถเมล์สายที่เราขึ้นประจำมันจะไปถนนอังรีดูนังต์ก่อน แล้วค่อยอ้อมสยาม มาบุญครอง เสียเวลาทำให้เรามาสายนั่นเอง แต่ตอนนี้ เราก็ลงถนนอังรีดูนังต์ มาไม่สายแล้ว (แต่เกือบสาย ฮี่ๆ) - ปีนี้อะ เราเริ่มเรียนพิเศษ เหมือนชาวบ้านเค้า แต่เราเรียนอย่างเดียวเองนะ ทายซิ เรียนอะไรน๊า?? ถูกต้องนะคร๊าบบ เรียนพิเศษเสริมคณิตศาสตร์ เชื่อปะ เวลาโรงเรียนเลิกนะ โรงเรียนเตรียมฯจะกลายเป็นโรงเรียนร้าง ทันที เพราะว่า เด็กทุกคนจะมุ่งหน้าสู่สยาม เพื่อไปเรียนพิเศษ แต่เราเรียนวันเดียว เพราะกลับบ้านดึก อีกอย่างเหนื่อยด้วย - อาจารย์แนะแนวเคยทำสถิติ ค่าเรียนพิเศษที่แต่ละคนเรียน สำหรับนักเรียนชั้นม. 5 50% เสียเงินเรียนพิเศษ มากกว่า 10,000 บาท 40% ประมาณ 3,000-6,000 บาท 10% ตั้งแต่ สองพันแต่ไม่เกิน ห้าพัน (ซึ่งก็เราเอง) - โรงเรียนสอนพิเศษจะเปิดกันแต่ละที ต้องไปจองคิวกันตั้งแต่รุ่งเช้า บางทีก็ต้องจองล่วงหน้า เป็นเดือน (สุดๆอะ) ดีนะเราไม่บ้าไปเรียนกะเค้าด้วย เพราะมะมีเงินเรียน 555 โรงเรียนพิเศษ ที่ฮิตๆ ตอนนั้น เพื่อนๆยังจำกันได้ป่าว??? ใครเรียนอะไรที่ไหนกันมั่ง? ภาษาอังกฤษ Access Apply physic คณิตศาสตร์ อาจารย์ช่วง ,อาจารย์เจี๋ย เคมี อาจารย์อุ๊ สังคม ภาษาไทย ดาว๊อง ภาษาไทย อาจารย์ลิลลี่ The Brain (พี่ช้าง,พี่เทพ สุดฮา) ฯลฯ จำไม่ได้แระอะ ใครจำได้มีไรอีก บอกด้วยนะ - สมัยนั้นค่าเลือกคณะ ก็รู้สึกว่า คณะละ 50 บาท เราเลือกคณะเดียวเพราะว่ามานแพง กะลองสนามสอบดูเฉยๆอะ - ปีนี้ โรงเรียนเตรียมฯ ทำข้อสอบโอลิมปิกออกมาขายในเกือบทุกๆวิชา ซึ่งก็ขายดีมากเป็นเทน้ำเทท่า สำหรับพวกเรียนเก่งเว่อร์ ..บ้าพลังโคตรๆ (แต่เราก็เป็นคนหนึ่งที่เห่อซื้อกับเค้าเหมือนกัน ซื้อมาดองไว้งั้นอะ ทำไม่เป็นหรอก เสียดายเงินจัง) - ปีนี้เป็นปีที่เรารู้จักคำว่า “โดดเรียน” ดำเนินการสอนโดย “ไอ้กฤต” แบบพอมันอยู่มาปีนึง มันจะเริ่มรู้ระบบของโรงเรียนใช่มะล่ะ อิอิ ก็เวลาที่นักเรียนจะขอลากิจอะ จะต้องมีใบสีชมพูให้หัวหน้าตึกเซ็น ซึ่งวิชามารของไอ้กฤต ก็คือ มันมาโรงเรียนแต่เช้า แล้วก็ไปขโมยไอ้ใบนั้นอะ มาปลอมลายเซ็นอาจารย์ หุหุหุ - เราได้ไป เวิลเทรดเซ็นเตอร์ ก็เพราะไอ้กฤตนี่แหละ เคยได้ยินชื่อมานานแระ ตอนม.สี่ ก็ยังไม่เคยได้ไปเลย วันนึง ไอ้กฤตมันมาถามเราว่า กฤต ยุ้ยไปเวิลเทรดกันมะ ยุ้ย มันมีอะไรเหรอ? แล้วมันอยู่ที่ไหนเหรอ? กฤต เฮ้ย แกไม่เคยไปเลยเหรอว่ะ ยุ้ย อืม... ทำไมเหรอ? เราไม่เคยไปแล้วมันผิดด้วยเหรอ?
(เนื่องจากไอ้กฤต พอจะรู้นิสัยเราดีอยู่ ว่าเราน่ะเป็นเด็กซื่อ ไม่ค่อยรุ้เรื่องรู้ราวอะไรหรอก แล้วเราก็หนีตามมันไป 555 ไปเที่ยวเวิลเทรด ไม่ได้ไปกะมันสองคนนะ มันประกาศก้องทั่วห้องเลย) กฤต เฮ้ย !! วันนี้จะโดดพายุ้ยไปเปิดหูเปิดตาที่เวิลเทรด ใครอยากไปยกมือขึ้น (แล้วก็มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ อารมณ์ขี้เกียจเรียนไปด้วย อีกสองสามคน และนับจากนั้นมา เราก็ใช้วิชามารที่เราเรียนจากไอ้กฤต โดดเรียนบ่อยมากๆเลย โดยเฉพาะคาบสุดท้ายของวันพฤหัส อิอิ โดยความช่วยเหลือของกฤต ให้มันปลอมลายเซ้น แบบว่า เนียนมากๆอะ) - ม.ห้า นี้ทุกอย่างก็เหมือนเดิม เราก็ยังนั่งหน้าสุดเหมือนเดิม เป็นที่เอ็นดูของอาจารย์ทุกคนเลย เพราะว่า เวลามีชีท หรือมีอะไร อาจารย์จะเรียกให้เราเอาไปแจก เราก็ยังต้องสอบสี่ครั้งในแต่ละเทอมเหมือนเดิม ชินชาซะละ - มีเรื่องนึงที่เพิ่มเข้ามาในชีวิตนั่นคือ “น้องรหัส” วันแรกของการจับสาย เราไม่ได้อยู่ด้วยหรอก ก็มาสายงัย รู้ตัวว่ามีน้องรหัส ก็ไอ้กฤตนั่นแหละคาบข่าวมาบอก ว่าเราได้น้องผู้ชาย กรี๊ดๆๆๆ ต้องหล่อแน่ๆเลย วันรุ่งขึ้นรีบมาแต่เช้า ไปดูน้องรหัส ชะเอิงเอย เพื่อนๆคะ
“อ้วน กลม ตัวใหญ่มั่กๆ” -_-! เรางี้อึ้งไปชั่วขณะ น้องเราชื่อน้องอาร์ม (หากใครเคยดูรายการ แฟนพันธ์แท้ ตอน “แสตมป์” นะ มันอะ เป็นแชมป์ เข้าไปชิงสามล้าน ติดอันดับ รอบ ห้าคนสุดท้าย ด้วยล่ะ เก่งมั๊ยล่ะน้องชั้น) - เห็นหน้ามันนะ เราก็คิดไว้ก่อนเลย มันคงไม่ได้เก่งไปกว่าเราสักเท่าไหร่หรอก เราก็เลยบอกให้มันเตรียมใจเรือ่งสอบเลข ถ้าหากว่ามันตกก็ไม่ต้องตกใจ (อิอิ) แต่ที่ไหนได้ เทอมแรกออกมา มัน มัน มันได้ เกรดเฉลีย 4.00 คะ!! ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ และตามมาติดๆ ในเทอมสอง ก็ได้ 4.00 ด้วย โอ้ว แม่เจ้า - ไอ้น้องอาร์มเนี่ย แต่ก่อนสนิทกันมาก เพราะว่ากลับบ้านทางเดียวกัน เราไม่อยากจะกลับกะมันหรอก แต่ว่า ขึ้นรถเมล์ทีไรเจอมันทุกที จนเริ่มสนิทกัน รู้มะมันบอกเราว่างัย
“พี่ยุ้ยรุ้ปะ พี่ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นพี่รหัสผมเลยนะ เพราะว่าพี่อะ ไม่สวย”
(แล้วมันก็หัวเราะ เราก็ยืนเงยหน้ามองฟังมันพูด)
“แต่ผมยอมรับพี่เพราะว่า วันแรกที่พี่เจอผม พี่ยิ้มให้ผม ทำตาบ๊องแบ๊วด้วย ผมเลยสงสาร”
(อ่าวไอ้นี่ เดี่ยวจะโดนปลดสาย!!)
- อยากจะบอกว่า น้องรหัสเราอะ มันเอ็นท์ปีนี้ซะด้วย สรุปสายเราทั้งสาย เอ็นท์กันหมดเลย แล้วก็ติดกัแค่สองคน นั่นคือ “น้องรหัสเรา ซึ่งเพิ่งจบม.สี่” กับ “พี่รหัสเรา ซึ่งจบม.หก” ส่วนเราก็อยู่ชะตากรรมกับไอ้กฤต ต่อม. 6 แล้วมันก็เป็นอีกสาเหตุนึงที่ทำให้เราไม่คิดเข้าจุฬา เพราะเราก็ต้องเจอไอ้น้องอาร์ม แล้วก็ต้องเจอแต่เพื่อนเดิมๆ บรรยากาศเดิมๆ น่าเบื่อ.... - แล้วความเก่งของน้องรหัสเรา มันก็ทับถมราศี พี่รหัสมันซะหม่นหมอง เพราะว่ามันได้เป็นตัวแทนไปแข่งอะไรต่ออะไรมากมาย (ไอ้นี่มันเก่งจิงๆว่ะ ยิ่งวันที่มันโทรมาบอกให้ดูรายการ แฟนพันธ์แท้ นี่นั่งลุ้นไปกับมันด้วยเลย แต่มันอะขี้เก็กอะ ออกรายการ เราโคตรหมั่นไส้มันเลย ตอนนี้มันถูกบันทึกเป็นคนที่ใช้ whiteboard มากที่สุดในรายการ และใช้แต่ละครั้งก็ตอบคำถามถูกทุกครั้ง แต่มัน มัน มันขี้เก็กมากๆ ฟันธงคะ!!) - ย้อนกลับมาเรื่องเตรียมตัวเอ็นท์ อย่างที่บอกว่า เราเรียนพิเศษวิชาเดียว แต่ว่าทุกๆวันเวลาสองทุ่ม เราจะต้องฟังรายการ “วิทยุจุฬา 101.5 ” เพราะว่ามันมีรายการติวสำหรับสอบเอ็นทร้านซ์ แล้วเราก็ต้องรีบกลับบ้านมาติวที่บ้านนี่หละ ประหยัดด้วย สบายด้วย ฮี่ๆ (แต่ก็ยังเอ็นท์ไม่ติด) ตอนหน้าเราจะเล่าถึงเตรียมเอ็นท์ม.6 ที่ทำให้คะแนนเราสูงเป็นอันดับท๊อปเท็นของคณะ ยังไงน่ะเหรอ? บ้านเรากลายเป็นบ้านแห่งความรู้ไปเลยล่ะ อยากรู้แล้วใช่มะ?? ติดตามตอนต่อไปน๊า ๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑ วรรคทองประจำเอนทรี่นี้
Born men are we all and one
Brown, black by the sun culture
Knowledge can be won alike
Only the heart differs from man to man
(M.R.Seni Pamoj)
ฝูงชนกำเนิดคล้าย คลึงกัน
ใหญ่ย่อมเพศผิวพรรณ แผกบ้าง
ความรู้อาจเรียนทัน กันหมด
เว้นแต่ชั่วดีกระด้าง ห่อนแก้ ฤาไหว
ร.5
2月14日 เปิดไดร์ เด็กเตรียมฯ (โรงเรียนใหม่)ไปดูหนังเรื่อง final score มา ทำให้นึกถึงสมัยเรียนม.ปลาย เลยอยากจะมาตีแผ่ เรื่องราวสมัยนั้นให้ฟังมั่ง
ว่ามันลำบากและกดดัน กว่าในหนังอีก โดยเฉพาะ นักเรียนที่ได้ชื่อว่า "เด็กเตรียมฯ"
ภาพของการประกาศผลสอบ ที่มีนักเรียนประมาณสามสี่พันคน ไปมุงดูบอร์ดที่สนามฟุตบอล คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เรายังจำได้ถึงวันนี้เลย (เพราะสมัยนั้น ไม่มีประกาศทางอินเตอร์เน็ต) อาศัยตัวเล็กเบียดชาวบ้านเข้าไปมองหารายชื่อ "นางสาว อรุณี สุริยะภูมิ" และแล้ว.....ได้สาขา "ศิลป์ คำณวน" ตอนนั้น ดีจัยกระโดดตัวลอย รีบหันไปมองพ่อ (ซึ่งรอลุ้นอยู่ข้างหลัง ไม่กล้ามาดูรายชื่อด้วย )
"พ่อๆ ยุ้ยสอบได้ มาดูเร้วววว เนี่ย ได้ศิลป์ คำนวน"
พ่อ เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จที่เตรียมฯ เพราะว่าพ่อ "เป็นเจ๊ดัน" ตอนนั้นพ่อถามเราว่า "ยุ้ยไปลองสอบเตรียมฯ ดูมั๊ย" เราไม่อยากทำให้พ่อผิดหวัง ก็เลยตอบๆไปงั้นอะ "สอบก้อสอบ" เท่านั้นแหละ คุณพ่อขวนขวายยิ่งกว่าสอบเองอีก ไปซื้อใบสมัครให้,พาไปสมัครสอบ ,พาไปสอบ,ติดตามข่าวสาร (เป็นเลขาส่วนตัว), หาหนังสือมาให้ลองทำข้อสอบ,พาไปมอบตัว, ข้อมูลเรื่องเอ็นทร้านและประวัติโรงเรียน พ่อจะรู้ดีกว่า นักเรียนเตรียมฯอีก ฮี่ๆ
อ้อ..เราไม่เคยเรียนพิเศษเพื่อเข้าโรงเรียนนี้เลยนะ เพราะคิดว่าเข้าไม่ได้ก็เรียนที่เดิม ไม่เห็นเป็นไร
ชีวิตประจำวันน่ะเหรอ ตื่นตั้งแต่ตีห้า ทุกวัน ออกจากบ้าน ตีห้าครึ่ง เพื่อที่จะไปขึ้นรถเมล์ตอนเวลา 5.50 น. สายปอ. 141 พอจ่ายเงินเสร็จก็นอนเลยคะ หัวพิงกระจก หลับเป็นตาย (เคยมีบางวัน รถเมล์มาเร็ว ลืมไหว้แม่ พอจ่ายเงินให้กระเป๋ารถเมล์เสร็จ ลืมตัวไปไหว้เค้าเฉยเลยอะ จนกลายเป็นที่เอ็นดูของกระเป๋ารถเมล์หลายต่อหลายคน เพราะเค้าจำหน้าได้ เวลาถึงโรงเรียนเค้าก็จะมาปลุกทุกที ฮ่าๆ)
สำหรับเราแล้วเนี่ย การเดินทางไปโรงเรียนเป็นปัญหามากในช่วงแรกๆ เพราะถ้าพลาดรถเมล์สาย141 จะต้องรออีกนาน ฉะนั้นจะต้องมีการเดินทางไปด้วยวิธีอื่น ทั้งขึ้นเรือ นั่งรถสามต่อ โอ๊ย สารพัดจะวิธี ที่คุณพ่อจะสรรหา
เราเป็นนักเรียนเตรียมฯ รุ่นที่ 59 เด็กเตรียมฯ ผู้หญิงใส่กระโปรงดำ เสื้อสีขาว ติดพระเกี้ยว ไม่มีตัวอักษรโรงเรียนปัก สมัยนั้น นักเรียนม.4 จะยังไม่ได้รับพระเกี้ยวก็จะใส่แต่เสื้อสีขาว ไปโรงเรียน (เป็นนักเรียนไร้สังกัด) จนอาทิตย์ที่สอง ถึงจะเข้าพิธีรับ "พระเกี้ยวน้อย" (พระเกี้ยวใหญ่ก็จุฬา นั่นเอง) ปัจจุบันไม่มีพิธีนี้แล้วมั้ง พอเราอยู่ม.5 ก็เห็นม.4 เค้าติดพระเกี้ยวกันตั้งแต่วันแรกเลย
นักเรียนสายศิลป์ม.สี่ ทุกคนจะต้องเรียนที่ตึกศิลป์ ส่วนม.สี่ สายวิทย์ จะไปเรียนที่ตึก 60 ปีเพราะเป็นตึกใหญ่ ปกติห้องเรียนจะมีนักเรียน ห้องละ 50 คน
1. ศิลป์คำนวน มี 5 ห้อง
2. ศิลป์-ฝรั่งเศส มี 2 ห้อง 3. ศิลป์-เยอรมัน มี 2 ห้อง สายวิทย์ มี 7 แขนง
1. วิทย์ สาธารณสุข (พวกนี้ส่วนมากเรียนเพื่อจะเข้าคณะแพทย์,สัตว,เภสัช)
2. วิทย์ สถาปัต (ก็เข้าคณะสถาปัต)
3. วิทย์ คอม (พวกนี้มักจะเข้าวิดวะ คอม)
4. วิทย์ ญี่ปุ่น (จะเน้นติวเด็กที่จะสอบทุนญี่ปุ่น)
5. วิทย์ ฝรั่งเศส 6. วิทย์ เกษตร 7. วิทย์ เยอรมัน
วันแรกเราไปสายสุดในห้องเลยอะ (เดินเข้าห้องทีงี้ เด่นมาก) ห้องแรกเราเรียนห้อง 79 นั่งหน้าสุดเลย (เพราะมาสายเค้าจองที่กันหมด) มีพี่ม.5 มาสอนน้องร้องเพลง ตอนนั้นจำได้ ต้องร้องเพลง "ปิ่นหทัย" กับ "บูมBaka " อ้อ ห้องที่เราเรียนน่ะ เป็นห้องที่ "หมิว ลลิตา" เคยเรียนด้วยนะ หน้าตึกศิลป์ จะมีสระบัว มีน้ำพุ ด้วย เด็กๆสายวิทย์ ชอบมาเดินอ่อยมองสาวเด็กศิลป์ ที่นี่ ^o^
เตรียมฯ ชอบทำอะไรเหมือนจุฬา มีพี่รหัส กับเค้าด้วย เราได้พี่รหัส เป็นผู้หญิง ชื่อ "พี่บี" ใจดีมากๆ เค้ามีฝาแฝดเป็นทอม ชื่อ "พี่เอ" เรียนอยู่สายวิทย์ วันเกิดเราพี่บี ซื้อตุ๊กตาหมีตัวเบ้อเริ่มเลย วางไว้ตรงที่นั่งเรา เพื่อนๆไม่ยอมบอกกันด้วยว่าใครให้ ปล่อยให้เรางง แถมยังชอบหลอกว่า มีหนุ่มเอามาให้ (แต่เราไม่เชื่อหรอก หึหึ)
(ไว้รออ่าน ตอนม.ห้า น้องรหัสเรา เนี่ย สุดยอด....อะ)
ห้องเรียนที่เตรียมฯ ทุกห้อง จะต้องมี "แผงผังรายชื่อ" ติดที่กำแพงด้านหลัง เพื่อให้อาจารย์ที่เข้ามาสอน รู้ว่า ใครชื่ออะไร นั่งที่ไหน (แบบว่าจะได้เรียกขึ้นเขียง ได้ถูกตัว) วันแรกเนี่ย อาจารย์มาแนะนำคร่าวๆ เกี่ยวกับเรื่องการสอบ หุหุ สมัยเราอะนะ มีการสอบเทอมละ 4 ครั้ง นั่นคือ
1. Formative 1
2. Summative (จริงๆแล้วก็คือ Midterm)
3. Formative 2
4. Final
โรงเรียนชาวบ้านเค้ามีสองครั้ง เด็กมันก็เครียดอยู่แล้ว นี่ล่อสี่ เอาเป็นว่า เครียดมันทุกวัน ทุกเดือน รู้สึกว่า
สมัยนี้เค้าลดเหลือแค่ 2 ครั้งเหมือนชาวบ้านเค้าแล้วล่ะ
เรื่องของการเรียน...?
เอางี้ดีกว่า.. วันแรกของการเรียนวิชาเลขอะ อาจารย์บอกว่า
"ครูจะบอกพวกเธอเตรียมใจไว้นะ ถ้าพวกเธอตกเลขน่ะ มันธรรมดามากๆ (ทุกคนอึ้ง....) "
เวลาเค้าซ๋อมเลขกันน่ะ นั่งกันเต็มโรงอาหารเลยเธอ แต่ว่าพวกนี้น่ะ ก็เอ็นท์ติดหมดนะ"
แน่นอน เป้าหมายของเด็กเตรียมฯ ทุกคนคือ "Entrance" มันเหมือน ถูกปลุกฝัง ว่า ถ้าขึ้นชื่อว่า
เด็กเตรียมฯ "ต้องเอ็นท์ติด"
แล้วเราก็เป็นคนหนึ่งที่ "ตกเลข" ตอนสอบมิดเทอมอะ โห ไม่เชื่อก็ต้องเชื่ออะ คนตกทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 600 (จากนักเรียนทั้งหมดพันกว่าคน) ห้องเราอะ มีผ่านเลขอยุ่คนเดียว มีเพื่อนนังสอบ เต็มโรงอาหารเลย ก็จะไม่ให้ตกได้ไงอะ เล่นเอาเลขโอลิมปิก มาให้สอบ
โง่ๆ อย่างหนู จะทำได้มั๊ยล่ะคะอาจารย์ ..ขา(แต่ตอนม.ต้น นี่เราได้เลขเกรดสี่ทุกเทอมนะ)
แล้วตอน สอบไล่ น่ะ เราก็ตกเลขได้เกรด 0 หึหึ (จะประจานความโง่ให้คนอื่นเค้ารู้กันทำไมเนี่ย..)
(เห็นตกเลขแบบนี้ ตอนเอ็นท์ ได้เลข 75)
เด็กศิลป์อย่างเรา ภาษาอังกฤษ นี่ต้องปึ๊ก ทายซิว่าเราเรียนภาษาอังกฤษกี่เล่ม ในแต่ละเทอม?? ...... เฉลยล่ะนะ 6 เล่ม เท่าที่จำได้ก็มี
Oral & listening (เรียนวิชานี้ต้องเข้าห้อง แลบ ฝึกฟังฝึกพูด)
Reading comprehension (อันนี้เวลาสอบชอบให้อ่าน Unseen passage)
English supplementary (อันนี้เป็นหนังสือที่ทางภาควิชาจัดทำขึ้น เพื่อเด็กสายศิลป์โดยเฉพาะ)
English ธรรมดา (แบบที่เด็กสายวิทย์เค้าเรียนกัน)
ภาษาอังกฤษเสริมทักษะ แล้วก็มีอีกตัว ฝึกการเขียน
ยัง ยังไม่หมด ยังมีหนังสืออ่านนอกเวลาอีก เทอมละ สี่เรื่อง เวลาพักกลางวัน พอกินข้าวแล้ว เราก็จะรีบมาปั่นการบ้านให้เสร็จ ถ้ายังไม่เสร็จก็จะนั่งทำต่อ บนรถเมล์ตอนกลับบ้าน ถ้าวันไหนทำเสร็จ ตอนกลับบ้าน เราก็ต้องหยิบหนังสืออ่านนอกเวลามาอ่าน
ทำอย่างงี้อะ ทุกวัน....จนม.4 เทอมสอง พ่อต้องพาไปตัดแว่น เหอๆ
นอกจากจะเน้น เลข กะอังกฤษแล้ว วิชาอย่างอื่น เช่น สังคม ภาษาไทย ก็จะเรียนเป็นสองเท่าของโรงเรียนอื่น (อันนี้จากการสอบถามเพื่อนสมัยนั้นที่แยกย้ายกันไปอยู่ต่างโรงเรียน)
ลืมเล่าไป....ทุกวันศุกร์เราจะเรียนแค่ครึ่ง สาม วิชา เพราะว่า นักเรียนชายต้องไปเรียนร.ด. ทำให้ทุกวันศุกร์เรียนครึ่งวัน ก่อนจะกลับบ้านก็ต้องมีการสวดมนต์ เปิดบทสวดมนต์ตามอินเตอร์คอม กระจายเสียง (สวดทีไร จะหลับทุกที)
เทอมแรกของการเรียน เราปรับตัวไม่ได้เลย กลับบ้านร้องไห้ บอกแม่ว่า ไม่เอาแล้ว ไม่ไหวแล้ว ม.5 จะย้ายมาเรียนที่เดิม เรียนม.4 ซ้ำก็ยอม ไม่ไหวแล้วจริงๆ สอบก็ตก เกรดเทอมแรกได้ไม่ถึงสอง แง๊ แง๊ T_T มันไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่เป็นแบบนี้ เพื่อนเราบางคนในกลุ่มก็คิดเหมือนกัน แต่แล้ว พวกเราก็จบม.หก เอ็นท์ติด กันหมดแหละ
เทอมสอง รุ้สึกว่า เริ่มปรับตัวได้ ทีนี้สอบไม่ตกด้วย เย้!!
(แต่ว่าตกเลขตอนมิดเทอมเหมือนเดิมแหละ เอาเป็นว่า ตกเลขมิดเทอมน่ะ มันตกทุกเทอม ฮ่าๆ แต่ไม่ตกไฟนอล)
นอกจากเริ่มปรับตัวได้แล้ว ยังเป็นต้นแบบการบ้านให้ชาวบ้านลอกด้วย หุหุหุหุ เพราะเพื่อนๆในห้องมีอีกหลายชีวิต ที่ฉลาดน้อยกว่าเรา โดยเฉพาะ "ไอ้กฤต" ที่นึกถึงมันเนี่ย เพราะว่ามันน่ะ อยู่ห้องเดียวกับเรา สามปีเลย (เป็นเวรเป็นกรรมจิงจิ๊ง) มันเป็นคนตั้งฉายาให้เราว่า "หนูดี" ตั้งแต่ม.4 (ตอนนี้มันเป็นผู้อ่านข่าว ช่อง ITV ตอนกลางวัน ไปดูมันได้ นายกฤต เจนพานิชยการ )
ฉายานี้มาจาก วันนึงเรียนวิชาแนะแนว แล้วเค้าให้เพื่อนๆโหวต "ที่สุดในห้อง" เราได้โหวตเป็น "ไร้เดียงสาที่สุดในห้อง" แล้วไอ้กฤตมันก็เป็นคนตั้งฉายาให้ แล้วทำไมต้องหนูดี?? ก็เพราะ "อารมณ์ดี, ใสซื่อดี (อันนี้มันบอกมานะ), พูดน้อยดี, ยิ้มสวยดี" อืม...เอาเป็นว่า มีแต่เรื่องดีๆ ก็เลยให้มันเรียกไป
อ๊ะ อ๊ะ ตอนม.ปลาย เราเป็นคนเงียบขรึมนะจะบอกให้ เพื่อนๆชอบมาคุยด้วย เพราะเราหัวเราะง่าย แล้วก็ไม่ค่อยพูดล่ะ
(ไม่เชื่อเหรอ? เชื่อหน่อยซิ)
ไอ้กฤต เนี่ย เรียกได้ว่า สนิทกัน เพราะว่ามันอะ "กวนบาทา" มากๆ แล้วเราก็เป็นพวกหัวเราะง่ายอยู่ด้วยเวลามันเล่นมุขแล้วแป๊ก มันจะมาปล่อยมุขกับเรา เข้าใจไม่เข้าใจ เราก็ขำหมดอะ (เป็นคนเส้นตื้น ตื้นมากๆ) อีกอย่าง มัน...เป็นหัวโจก ตั้งวงไพ่ หลังห้อง ตอนพักกลางวัน (ทำให้เราเล่นสลาฟเก่งตั้งแต่นั้นมา ฮ่าๆ) มุขบางอย่าง เล่นแล้วเราไม่เข้าใจ ตอนเย็นต้องโทรไปถามมันว่า "ที่เล่นกันวันนี้อะ พูดไรกันว่ะ ไม่เข้าใจว่ะ" เท่านั้นแหละ วันรุ่งขึ้นไอ้กฤตประจาน เลย ฮากันทั้งห้อง เพือนๆก็เลยยอมรับ ฉายา "หนูดี" เพราะซื่อ ดีแท้ :D
แฟชั่น เด็กเตรียมฯ
- สมัยนั้น มือถือยังไม่ระบาด มีพวกมีเงินมากก็จะพกมือถือ แต่ว่า เพจเจอร์มีกันเกลื่อน
- เจ้าสัตว์เลี้ยงTamagochi เนี่ย ต้องควักกันออกมาป้อนข้าว ป้อนน้ำ กันตลอด
- 90% ของเด็กเตรียมจะต้อง ถือกระเป๋า Jacob (หนังแท้ใบละสามพันกว่า)
- นักเรียนหญิงจะต้องมีกระเป๋าตังค์ Louise ในบรรดากลุ่มไฮโซหน่อยอะนะ
- ที่เห็นกันทั่วไปก็คือ นักเรียนหญิงจะต้องถือถุงหิ้ว Harrot, Sanrio คู่กับกระเป๋านักเรียน ใบนึงก็สามสี่ร้อยเกือบพัน
(ที่พูดมาทั้งหมดอะ เราไม่มีสักอย่าง)
กีฬา 5 พระเกี้ยว
รุ่นเรา เรียกได้ว่าเป็นรุ่นสุดท้าย ที่มีกีฬานี้ ซึ่งเป็นกีฬา สานความสัมพันธ์ ห้าโรงเรียน ที่ติดพระเกี้ยวน้อย นั่นก็คือ
เตรียมอุดมศึกษา
บดินทรเดชา สิง สิงหเสนี
เตรียม น้อมฯ
เตรียม พัฒฯ
หอวัง
ในเทอมสอง สองคาบสุดท้าย ต้องมานั่งซ้อมแปลอักษร ในหอประชุม ไม่ชอบเอาซะเล้ย เพราะต้องกลับบ้านช้า ยิ่งบ้านไกลอยู่ด้วย อ้อ การประชุมเชียร์เนี่ย ทำให้เราได้รู้จัก ผู้ชายคนนึง อิอิ มันหน้าตาดี เค้าก็เลยจับมันมาเป็นหรีด เค้าเรียนสายเดียวกับเราอยู่ถัดจากห้องเราไป เราก็ได้แต่แอบชอบอะ เป็นผู้ชายคนแรกที่เราแอบชอบ ตอนม.หก อยู่ห้องเดียวกันด้วย (กึ๋ยๆ) เรื่องนี้จะต้องปิดเงียบ ไอ้กฤตจะรู้ไม่ได้เด็ดขาด เด๊ยวจะฮือฮา กันไปทั้งสาย (แต่ตอนนี้ไม่ได้ชอบแระ)
(ลืมเล่าไปนิด ว่า หอประชุมโรงเรียนเตรียมฯ ใหญ่มากๆ จุนักเรียนได้ พันกว่าคน ตั้งเป็น ชั้นๆ เหมือนโรงหนังเลย ติดแอร์เย็นฉ่ำ มีเวทีการแสดงใหญ่อยู่ข้างล่าง เรียกได้ว่าไม่มีโรงเรียนไหนมีหอประชุมเท่ห์ เท่าโรงเรียนเตรียมฯ เวลาประขุมนักเรียนที จะประชุมทีละชั้นปี เพราะมัธยมนึงก็ปาไป พันกว่าแล้วอะนะ)
การแปลอักษรเนี่ย มันเจ๋งดีนะ เราต้องซ้อมร้องเพลงเชียร์ด้วย ตอนนั้นไปจัดกีฬาที่ สนามฐูปเตมีย์ โค ตะ ระไกล วันนั้นกว่าจะกลับถึงบ้าน ปาไปสี่ทุ่ม เป็นการกลับบ้านช้าครั้งแรกในชีวิต แต่ก็ได้ความทรงจำและความประทับใจ ภูมิใจด้วย ที่มีโอกาสได้ร่วมงาน ห้าพระเกี้ยว งานนี้ บูมบาก้า คอแห้ง ไปหลายวัน
Baka bo bo cheerka cho cho , Babo cheer cho ,
who are we? "Traiamudom" Can you see? laaa
ติดตามตอนต่อไป...
9月8日 Successfulอืม.. แบบว่าอาจารย์ gave compliment จาก assignment ที่ส่งไปอะนะ คะแนนออกครั้งเดียวตอน final เค้าบอกว่า Marketing analyse ของเรา is the best in the class 555 กรี๊ดๆ
3月31日 My wonderful final gradeI've not updated my space for an ages becoz i'm keep on studying and working up on my jobs. Work hard n study hard . I keep myself busy daily. I've just done my first certificate in "Import Export Environment" from "The International Import Export Institute" with very wonderful grade. My instructor "Cyrus Katrak" who is kinda fabulous person. She's full of knowledges and helps me all times.She consider me as a friend who i can approach with any questions. My heartfelt appreciation for taking this class. Al studentsl are my teachers. They're sagacious and smart. Every words and all topic discusstions are much helpful and such useful for me in the future.
Day by day i keep working on my assignments. Midterm passed with an excellent result. And then a final came. Of course,I was very nervous with it. Finally, the day of result was up. I got A . Cyrus wrote a mail to me. It was say. Arunee ,one thing clear to me in this class, is this - when you put your mind to things, you do anything very well! I am very happy to see that you passed this class with flying colors and your hard work paid off! Congratulations! I am going to curve the grade to a 89%. Your total calculated is a A, because you have been such a wonderful student. You deserve it! Arunee - don't be afraid of hard work and don't be afraid of anything in life! Keep your head up high and if there is ever a time where you feel like you might not make it through any situation, think of these four words that come from me with a tremendous sincerity: 'I Believe In YOU' Congratulations on a job well done and keep in touch! Best Regards, Cyrus
Now i got a power from my lovly instructor. she encouraged me as i never gotten before. My next class will start on April. Go get it another certificate >> "Global Marketing"
|
|
|