Arunee 的个人资料๑۩۞۩๑ Code Name: GGY Ro...照片日志列表更多 工具 帮助

日志


7月16日

Happy Birthday to me.

ขอให้ข้าพพุทธเจ้า ไม่เหลิงในความสำเร็จ ไม่ขาดสติในยามล้มเหลวเถิด 
 
 
ขอขอบคุณทุกคน  สำหรับคำอวยพรใน hi5 นะค๊า
 
 

    

 

อยากมีคนรัก คนมีรักมันเป็นแบบไหน คนอย่างฉันมันยังไม่เคยเข้าใจ 
บอกก็คงไม่รู้ ดีแค่ไหนก็คงไม่รู้ คงต้องหาซักคนมาเป็นเนื้อคู่ 
อยากมีคนรัก คนคนนั้นเค้าอยู่ที่ไหน คนอย่างฉันต้องรออีกนานเท่าไหร่ 
กว่าจะเจอ คนที่ฝัน คนที่มาเติมให้ใจของฉันมันเต็มสักที 

11月12日

นิ่งสงบพบสันติสุข

4 ปีพอดี อืม....มันคงจบจริงๆแระล่ะ
ยุ้ยทำดีที่สุดแล้วนะ..
 
ลอยกระทงปีนี้ได้อาบแสงจันทร์เพ็ญด้วย
ช่างเป็นศิริมงคล     มีความสุขจัง...
 
 
เป็นเพราะรักครั้งแรกในดวงใจ
เธอจึงกลายเป็นสิ่งหนึ่ง...เคยผูกพัน
7月15日

Happy month & year

เอาล่ะ...เดือนนี้ ปีนี้ ช่างเป็นฤกษ์งามยามดี เพราะว่า วันเกิดและวันพระราชทานปริญญาบัตร  ตรงกัน
16 ก.ค. นี้เป็นวันเกิดเราแหละ 555 แก่แล้วๆ 27 แล้ว เอารูปรับปริญญามาฝาก ดูพลางๆ ช่วยอวยพรวันเกิดไปด้วยนะ 
 
ปล. รูปยังเอามาลงไม่หมด  ขาดหายใครไปอย่าเพิ่งน้อยใจ อันนี้ให้ดูไปเล่นๆก่อน สัญญาว่าจะอัพใหม่ๆทันทีที่ได้รูปอะจ้า
 
 
  
2月3日

ประกวดนางงาม

                          วันนี้ ไป discussion ของสายการบิน emirate_logo  มา ตอนเช้าไปให้ช่างแต่งหน้า ทำผม หน้าสวย  มั่นใจ  คมอย่างแรง แบบว่ามั่นใจมากวันนี้ต้องได้แน่  คิคิ     แต่งเสร็จ ลืมใส่ตุ้มหูต้องขับรถกลับ   รถขายกับข้าว  ด๊าน มาจอดหน้าบ้าน   shock  จอดไม่ดูเวร่ำเวลาเล้ย   คนก้อมาซื้อเต็มเลย มองยุ้ยอย่างกะตัวประหลาด  (คงจะเห็นแปลกตาเพราะทุกทีก้อ เซอๆอยู่บ้าน อะนะ)   แต่ที่หนักกว่าคือแม่บางคนอุ้มเด็กขอจับมือนี่ซิ  มีการมาบอกว่า  ขอจับมือคนสวยหน่อยน๊า  อิอิ    em  (หนูมะใช่ดาราน๊าา ) 

 

 

                            เอาล่ะ พร้อมแระ มั่นใจๆ glad  .... เค้านัด 11 โมงเช้า ไปถึง 10.30   แบบว่า  โอว คนเยอะมากกกกกกกก (เห็นเค้าพูดกันว่า คนสมัครประมาณสามพันกว่าคน แต่รับแค่ 15 หรือ 20 คนเอง)  เยอะ  ก่อนอื่น ต้องเข้าคิว เอื้อมแตะ  ใครแตะถึงก้อรับบัตรคิว รอ  discussion     แบบว่า แถวนี่ยาว คดไปคดมา เหมือน แถวขึ้นเครื่องเล่นที่ดรีมเวิล (นึกออกกันมะ)  แต่ละคนนี่แบบว่า เฉี่ยวสุดๆ แบบว่าเต็มยศ สวยสุดฤทธิ์   พ่อแม่บางคนนี่มาแบบ คอยซับมันให้ลูก คอยพัด   พัด  ให้กันเลยนะ   บางคนมีพี่เลี้ยงด้วย  ช่วยบริหารยืดเส้นยืดสาย  บริหาร ยืดตัว เพราะจะได้เอื้อมแตะถึง      เอื้อมแตะนี่สบายมากผ่านฉลิว  ฉลิว   รับบัตรคิวได้รอบ บ่ายสองโมง เวลาเหลืออีกตั้งสามชั่วโมง  ก้อไปนั่ง....คุย กับชาวบ้านไปเรื่อย  คุยไปคุยมา อ๊าว...สนิท สนิทกันไปซะอย่างนั้น   อิอิ

 

 

 

                           บ่ายสองแระ... ในห้องจุได้ประมาณ ร้อยคน เจ้าหน้าที่นับ ทีละ 15 คน จับกลุ่ม )  เจ้าหน้าที่นี่เค้าเป็น เอเจนซี่ ที่ Emirate จัดมา  กว่าจะได้ disscuss ก้อปาไปบ่ายสาม (ก้อนั่งรอกันต่อปาย)  ตอน discuss ได้หัวข้อ “money power and beauty”   งง   แต่ละคนงัด ทักษะ ภาษาอังกฤษ แย่งกันพูดใหญ่ เพราะให้เวลาแค่ ห้านาที   ยุ้ยพูดน้อยย เพราะแย่งเค้าพูดไม่ทัน  พูดน้อย  ตอนสุดท้ายเลยต้องรีบเสนอไอเดียบ้าง เดี๋ยวจะไม่ได้โชว์ความสามารถ    ปิ๊ง 

 

 

“Well, I think all of you have good ideas and I really like your word (แล้วก้อหันไปมองคนนึง)  when you said “power is lead to responsibility”. I’m  a one who agree that power is very important . I’m working  and studying  and I think power is a thing  aim me to reach achievement. In my point of view, more power ,more money when you have money you can make yourself   beauty eventually.

 

 

                           กรรมการตัดสิน รอบนี้ ชื่อคุณ Andrew มาจากสิงคโปร์  เค้าบอกว่า  เค้าตัดสินโดยดูจาก 3 อย่างคือ English skill, appearance  and  personality   แต่ทุกคนมีทักษะภาษาอังกฤษดีหมด เค้าขอพิจารณาจากสองอย่าง   ใครที่ถูกเรียกชื่อขอให้นั่งอยู่ก่อน ที่เหลือกลับบ้านได้ ซึ่งรอบนี้  จาก 15 คน เข้ารอบ แค่ 1 คนเจ้าคะ   แน่นอน บ่มีชื่ออีฉัน   วิ้ง  Apperarance ก้อคือ ดูรูปร่างภายนอกนั่นเอง คนที่ถูกเลือกวันนี้ต้องไปแข่งกันอีกสองรอบ แหละ  จากการดูแล้วๆ เนี่ย คนที่เข้ารอบจะตัวสูงใหญ่ทั้งนั้นเลย แบบว่าบุคลิกดี สง่า   ชิว  ถึงแม้หน้าตาจะไม่สวยอะนะ เค้าเน้นบุคลิกจริงๆเลย ในบรรดา  discussion ครั้งนี้    เราตัวเล็กเกินไป นั่นเอง...หัวเล็ก ตัวเล็ก มือเล็ก เฮ้อ...  (แต่อย่างอื่นไม่เล็กนะ  ฮ ่าๆ  ฮ่าๆ)

 

 

 

                            ก่อนหน้านี้ก้อต้องเตรียมตัวหลายอย่าง  มีอะไรบ้างน๊า...นึกก่อน อิอิ

  • ซื้อรองเท้าส้นสูง (ชีวิตนี้ก้อเพิ่งหัดใส่นี่แหละ สองนิ้วครึ่ง  แถมรองเท้ากัดไปอีกหลายแผลเศร้า คิดแล้วเศร้า )
  • ไปสั่ง contact lens (เอียงสั้นไม่เท่ากัน เซ็ง  ต้องสั่งพิเศษรวมน้ำยา น้ำตาเทียมหมดไป 1,100 บาทถ้วน โฮ่ๆ)
  • ไปต่อเล็บทาเล็บแดง  (เพราะปกติเล็บสั้นมาก แอร์เค้าต้องไว้เล็บยาวต้องทาเล็บให้มีสีด้วย   หมดไปอีก 200)
  • ทำผม แต่งหน้า วันนี้หมดไป 700 ตกใจ
  • ถ่ายรูปอีก 690 บาท เหอๆ

 


การประลองครั้งนี้แค่เอาประสบการณ์ไม่หวังกะจะได้

ดังนั้นไม่เสียใจเลย รู้สึกดีจัยด้วยซ้ำ

เพราะรำคาญเล็บ แล้วไม่ชอบใส่ส้นสูง น้ำก้อว่ายไม่เป็น  คะยั้นคะยอ อีกตะหาก อิอิ

 

 

 

มีคนมาทาบทามให้ประกวดนางสงกรานต์ ปีนี้ ด้วยล่ะ

แล้วก้อตอบตกลงเค้าไปแล้วด้วย (โดนคะยั้นคะยอ)

 

blog ต่อไปจะมาเล่าถึง การไปดูงานที่ ยุโรป (สวิส  ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี)

 

 

 จุ๊บ

 

8月29日

บ้านนอก เข้ากรุง

วันนี้ต้องไปสอบครั้งแรก ไปอโศกก็ไม่เป็น
ดีนะที่ "หนูจิ" เพื่อนสมัยม.ต้น โน่น ทำงานอยู่อโศก พอดี เลยมีคนพาขึ้นรถไฟใต้ดิน
ตื่นเต้ลๆ จะได้นั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน  ลัลลา ลัลลา  
 
หนุยุ้ย :  จิๆ จิ ต้องพายุ้ยขึ้นรถไฟฟ้านะ ช้าๆนะ ยุ้ยไม่เคยขึ้นว่ะ
หนุจิ   :  (มีแอบขำเล็กน้อย) ได้ๆไม่ต้องกัว ก่อนอื่นต้องไปเอา Money ผ่านประตูก่อน
หนุยุ้ย :  (แอบมองว่าไอ้จิ ว่าเค้าจ่ายเงินเอาเหรียญกันยังไง อิอิ แล้วเราก็ทำตามเป๊ะๆ แบบเนียนๆ Open-mouthed)
หนูจิ   :  เด๊ยวหนุยุ้ยเอา เหรียญแปะตรงนั้น แล้วประตูมันก็จะเปิด
หนูยุ้ย้ :  โอเคๆ   แล้วยุ้ยต้องลงสถานีไหน?
หนูจิ   :  เด๊ยวหนูยุ้ยต้องลงสถานีสุขุมวิทนะ
หนูยุ้ย :  แล้วไอ้เหรียญนี่เราจะคืนเค้าตอนไหน? แล้วยุ้ยต้องเดินไปทางไหนล่ะ?
หนุจิ   :  ก็เดินไปตามป้ายที่เขียนว่า "ทางออก" แล้วก็เอาไอ้เหรียญเนีย่ ไปหยอดไว้ตรงประตูมันจะมีที่ให้ออกนะ
 
ถึงสถานี สุขุมวิท (โคตรตื่นเต้ล)
เอาเป็นว่า เราก็ออกมาได้อย่างเอ๋อๆ แบบเดินตามชาวบ้านเค้าออกมา เค้าทำไรก็ทำตาม
มองซ้ายมองขวา แล้วเราจะไปทางไหน??   หยิบ Mobile Phone
 
หนูยุ้ย :  "เจต" ตอนนี้เราออกจากสถานีมาแล้ว ไปทางไหนต่อว่ะ??
เจต    : เดินมาที่สี่แยกอโศก
หนุยุ้ย : ก็เนี่ย สี่แยกแล้วอะ จะไปทางไหนอะ เลี้ยวซ้ายหรือว่าเลี้ยวขวา
เจต    : มองทางซ้ายเห็นอะไร
หนุยุ้ย : ตึก
เจต    : -_-' ตึกอะไรเล่า  เอางี้ มองเห็นตลาดป่าว
หนูยุ้ย : เออ ก็ยืนอยู่ตรงข้ามกับตลาด
เจต    : ต้องมองหามอเตอร์ไซต์ให้เจอ แล้วนั่งมอเตอร์ไซต์ไปสิบบาท
 
 
 เจต กับ นังบ้านนอกยุ้ย ก็สนทนาสักพักใหญ่ มองซ้ายมองขวา เดินไปทางนั้นทางนี้
คนขายของแถวนั้นก็มองหลายที
คุยนานจนโทรสับเปลืองไปหลายบาท
 
หนุยุ้ย : โอ๊ย   งงว่ะ เด๊ยวเราถามคนขายของแถวนี้ดีกว่า แค่นี้นะ ขอบจายมากๆ
หนูยุ้ย : พี่คะ จะไป BB Building ต้องนั่งมอเตอร์ไซต์ตรงไหนอะคะ
คนขายของ : น้องข้ามถนนไปฝั่งนั้นนะจ๊ะ มอเตอร์ไซต์เต็มเลยจ้า
หนุยุ้ย : ขอบคุณคะ ^^ (รู้งี้ ตู ถามคนขายของตั้งนานแล้ว ไม่ต้องเปลืองเงินโทรหาอ้ายคุณเจต มอเตอร์ไซตือยู่ฝั่งตรงข้ามแค่นี้เอ๊ง)
 
ข้ามถนนไป มอไซต์เต็มเลย ได้ขึ้นแระ
 
หนูยุ้ย    : พี่ๆ ไม่มีหมวกกันน๊อค เหรอ หนูกัวตาย
แมงไซต์ : ถ้าจะตายก้อตายไปหลายคนแล้วน้อง ขึ้นมาเร็วคับ
หนุยุ้ย    : คะๆ
 
(พี่วินมอไซต์ ขับโคตรซิ่ง เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา อย่างกะแข่งรถ  หัวใจอีหนูยุ้ยจะร่วงมาอยู่ถึงตาตุ่ม
 จะรอดมั๊ยว่ะเนี่ย
 อ๊ากกกพี่  ไฟแดงคะ...!!  เฮ้ยพี่!... ว้าย!.... แล้วพี่วินมอไซต์ ก็จอดรถ (จอดตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้) 
 
พี่วินมอไซต์ : อ้าวน้องไม่ลงเหรอไง
หนูยุ้ย        : อ๊าว   ถึงแล้วเหรอคะ
พี่วินมอไซต์ : ถึงแล้วซิ จะไปไหน? ตึกบีบี ไม่ใช่เหรอ ข้ามถนนไปนั่น สิบบาท
หนูยุ้ย        : คะๆ ขอบคุณคะ ^^
 
ข้ามถนนไป มองหน้าตึก บีบี อยู่นี่เอง Emirate office
 ความรู้สึกเหมือนเป็นพจมานนางเอก บ้านทรายทอง  
 นี่สิ นะ ก้าวแรก ของการเป็น นางฟ้า ของช๊าน
 
 
 
 
คนสอบเยอะแยะมากมาย สาวๆสวยๆ ดูมีสง่าราศี เต็มปายโม๊ด
ดวงไม่ดี ได้สอบใต้ลำโพง ฟังก็ไม่ค่อยจะถนัด เซ็งจิตอย่างแรง
แต่ทำข้อสอบได้ กะฟันคะแนน เกิน 800
สอบเสร็จเที่ยง ก็นั่งรถไฟใต้ดิน มาลงสีลมรอรถเมล์สาย 76
 
หนูยุ้ย   : ไปเซ็นทรัลพระราม 2 เท่าไหร่คะ?
กระเป๋า  : ยี่สิบบาทค่า ไม่แพงอย่างที่คิดเห็นมั๊ยคะ  (เค้าพูดอย่างนี้จริงๆนะ)
หนูยุ้ย   : (แอบขำ)  หยิบแบงค์ 50 ให้
กระเป๋า  : รับมา 50 จะเอาเงินทอนด้วยมั๊ยคะ (ขอบอกว่า เค้าพูดอย่างนี้จิงๆ ไม่ได้โม้นะค๊ะ)
หนูยุ้ย   : (เอ๊ะ! ยังไง)... เอาคะ เอา (แต่ก็ยังแอบขำอยู่)
กระเป๋า  : เงินทอน 30 บาทค่า ขอบคุณค่า
 
.... นั่งๆไป มองวิวทิวทัศน์ไป.... เสียงกระเป๋ารถเมล์ก็พูดกับคนขับรถเป็นระยะๆ
เน่ จอดทุกป้าย นะเพ่ จอดทุกป้ายยยยย...เพ่
ยังเขียวอยู่เพ่ ไปโลด เขียวแก่ๆ เหมือนหน้านายตำรวจ ไปได้เพ่ไปได้ ......
หนูยุ้ย : โอย ขำ ฮ่าๆ
 
  ก็เป็นคนไม่ค่อยชอบไปไหน
 กลับมาได้ 7 เดือนแล้ว สยามพาราก้อนไม่เคยคิดจะไปเดินเล้ย
รู้สึกว่า subway เมืองไทย สะอาดกว่า นิวยอร์กเยอะ ดูมีระบบ แล้วก็ปลอดภัยกว่าด้วย
(ก็อย่างว่าอะเนอะ นิวยอร์กมัน original นี่นา)
 
ปล. เห็นบ้านนอกอย่างนี้ ตอนอยู่ PA ข้ามไป NY บ่อยมาก จนเป็น เซียน  subway ไปเลย New York subway ยุ่งยากแล้วก็วุ่นวายกว่าเมืองไทยเยอะ ไม่เชื่อก็ลองปายดูนี่  

 
 

8月21日

รอยตะปู

แอบก๊อป Blog นี้จากเวปของน้องชาย อ่านแล้วเหมือนเป็นกระจกสะท้อนอดีตตัวเอง
 
*************************
 
มีเด็กน้อยคนหนึ่งอารมณ์ไม่ค่อยจะดีพ่อของเขาจึงให้ตะปู
กับเขา 1 ถุงและบอกเขาว่า ทุกครั้งที่ลูกรู้สึกไม่ดี โมโห หรือโกรธใคร
ก็ตาม
 "ให้ตอกตะปู 1 ตัว" ลงไปที่รั้วหลังบ้านก็แล้วกัน วันแรกผ่านไป
เด็กน้อยตอกตะปูเข้าไปที่รั้วถึง 37 ตัว วันที่ 2 และ วันที่ 3 และแต่
ละวันที่ผ่านไป ผ่านไปจำนวนตะปูก็ค่อยๆลดลง ลดลงๆ เพราะเด็กน้อย
รู้สึกว่า
*การรู้จักควบคุมตัวเองให้สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ*

      แล้ววันหนึ่ง หลังจากที่เขาสามารถ ควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น
     ใจเย็นมากขึ้น เขาเดินไปหาพ่อเพื่อบอกว่า เขาคิดว่าเขาไม่จำเป็นที่
      ต้องตอกตะปูอีกแล้ว
เพราะเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว เขาสามารถควบคุม
      ตัวเองได้ดีขึ้น ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนแล้ว

      พ่อยิ้มแล้วบอกลูกชายว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ลองพิสูจน์
     ให้พ่อดู ทุกๆครั้งที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเองได้
   ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้านที่ละ 1 ตัว วันแล้ววันเล่า เด็กชาย
     ก็ค่อยๆถอนตะปูออกทีละตัว ๆ จนในที่สุด วันหนึ่งตะปูทั้งหมดก็ถูก
     ถอนออกเด็กชายดีใจมากรีบวิ่งไปบอกพ่อของเขาว่า ผมทำได้แล้วครับ
     ในที่สุดผมก็ทำได้สำเร็จ
    

พ่อไม่ได้พูดว่าอะไร แต่จูงมือลูกของเขาไปที่รั้วนั้น แล้วบอก
ลูกทำได้ดีมากทีนี้ลองมองกลับไปที่รั้วสิ
*เห็นมั๊ยว่ารั้วมันไม่เหมือนเดิม*
มันไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็นก่อนหน้านี้ ลูกจำไว้นะ
 
เมื่อไหร่ที่เราทำอะไรลงไปด้วยการใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมักจะเกิดรอยแผล เหมือนกับการ เอามีดไปกรีดหรือแทงใครเข้า ต่อให้ใช้คำว่า..ขอโทษ..สักกี่หน  ก็ไม่อาจจะลบรอยแผลหรือความเจ็บปวดที่เกิดกับเขาคนนั้นได้ ลูกจงจำ คำว่า ..ขอโทษ..ไว้เสมอนะ ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เรา หรือ ไม่ก็ตามนะ จำไว้อีกด้วยว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้น รอยร้าวที่เกิดขึ้นกับเขา เขาอาจจะไม่มีวันลืมมันได้......ตลอดไป

 

8月12日

คือหัตถาครองพิภพ

 เมื่อวานเราตั้งนาฬิกาเพื่อตื่นให้ทันก่อนที่คุณแม่จะไปทำงาน

 

ทั้งๆที่มันเป็นวันอาทิตย์ แต่คุณแม่ยังต้องไปทำงานอีก !!

 

"แม่จ๋า ยุ้ยรักคุณแม่นะ"   เราพูดประโยคนี้หลังจากที่เอาพวงมาลัยคล้องมือแม่ พร้อมกับกราบแทบเท้าผู้หญิงที่คอยให้ความรัก หล่อเลี้ยงกำลังใจเราให้เข้มแข็งเรื่อยมา

 

 นี่เราทิ้งแม่ไปตั้งเกือบสามปีเชียวเหรอ

 

 

ต่อไปนี้ยุ้ยจะไม่ทิ้งแม่แล้วนะ แม่ไม่ใช่แม่ที่ยุ้ยจะขอเงินต่อไปแล้ว   ยุ้ยจะเลี้ยงแม่เอง 

แม่เหนื่อยมาพอแล้ว  ถ้ายุ้ยเรียนจบ แม่จะต้องสบายกว่านี้ ยุ้ยจะทำทุกอย่างให้กับผู้หญิงที่ยุ้ยรักที่สุดในโลก

 

แม่ลูบหัวให้พร พร้อมทั้งน้ำตาไหล  เราก็น้ำตาไหลเหมือนกัน "แม่รู้มั๊ย พรของแม่ประเสริฐที่สุด"

 

พวงมาลัยที่ใช้ไหว้แม่ เป็นพวงมาลัยคล้องมือที่สวยที่สุด    ใหญ่ที่สุดและ แพงที่สุด 

    

     

 

เราซื้อพวงมาลัยแบบที่คนคนนึง เคยซื้อตอนที่คุณแม่เค้ายังมีชีวิตอยู่ 

หากคุณแม่ของพี่เค้ายังมีชีวิตอยู่ เค้าคงจะทำอย่างที่เราทำ   เค้าคงจะคิดถึงคุณแม่มาก 

ยุ้ยอยากให้แม่ได้เจอเค้า  แต่แม่คงไม่มีโอกาส  เราได้แต่คิดในใจคนเดียว

 

 

ไม่มีอะไรที่ทำให้ภูมิใจไปมากกว่า การเป็นลูกของแม่

                                    หนูจะเป็นคนดีอย่างที่แม่ต้องการ                                  

  

5月31日

เพื่อนๆจ๋า

Rewrite : June 17, 2007

I won't be online through MSN chatting for a big while or it might be a year . I'm on studying n working like when i was in the USA. Only a thing so different is studying in Thailand is quite harder than a place i came back.

Keep in touch with all you guys. Esp Kwang, Khae, Sar, Poy ,Pookie, N'Birdand,Pat and more. Two years with good memories and friendships in the USA hv never been gone from ours.

Thanks for everything i'll keep moving on!!!

Fondly,

Yui

 

4月9日

วันวานยังหวานอยู่

 
ไปเจอรูปเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เลยว่าทำโปรเจค รำลึกอดีต ขึ้นมาดีกว่า ฮ่าๆ  มาดูรูปแรกกันเลยแล้วกัน  

หนูยุ้ย แก้มป่อง คนข้างหลังก็มัม มัมเราเองแหละ

(ดีนะรูปนี้แม่อุ้มไม่โป๊มาก เด๊ยวโดนเจ๊เบียบรัตน์ด่า 55)

 

เอ..ทำไมรูปนี้ดูหน้ามันเศร้าๆว่ะ (8 เดือนครึ่งคับ)

 

ต่อไปมาดูรูปแฟนเรา เอ้ย พ่อเรามั่งดีก่า  

 

คนนี้ก็คุณพ่อเราเอง ฮ่าๆ แบบว่าไปค้นเจอรูปอันเก๋ากึ๋ก มา เห็นแล้วแอบปิ๊งหน่อยๆ พ่อหล่อจัง เวลาผ่านไปห้าสิบกว่าปี คุณพ่อไม่เหลือเค้าโครงความหล่อเลยนะ 555 (จะบาปมั๊ยเนี่ย) แต่สิ่งที่คุณพ่อเหมือนเดิมก็คือ ยังร๊าก รักเราเหมือนเดิม ป้าๆลุงๆเราเล่าให้ฟังบ่อยว่า ตอนเด็กๆอะ พ่อรักเรามากๆเลย แบบว่าเห่อลูกสาวล่ะ 

 

 

 

 

 

  สองคนนี้ก็คนที่มีพระคุณกับเรามากที่สุด "คุณตาคุณยาย" จริงๆแล้วเราหารูปท่านทั้งสองมาหลายวันแระ แต่หาไม่เจอเลยวันนี้เราอธิษฐานบอกตากับยายว่า "ยุ้ยคิดถึงตากับยาย อยากเห็นหน้าตากับยายบ่อยๆเวลาที่นึกถึงขอให้ยุ้ยหารูปตากับยายให้เจอ" พอเราตื่นจากการงีบกลางวัน อยู่ๆเราก็เดินไปในตู้หนังสือแล้วก็เจอรูปตากับยายเฉยเลยอะ ดีจัยๆ  ตอนนี้ไม่แปลกใจแระ มีแต่คนบอกว่าเราอารมณ์ดีหัวเราะง่าย (ที่แท้ก็เหมือนตากับยายนี่เอง)  ฮือๆ คิดถึง T_T 

 

 

          เจ้าหมาพันธ์ทางตัวแรก  ของ  เรา มันเป็นตัวเมียชื่อ "สับประรด" ไม่รู้เหมือนกันอะไรมาดลใจให้เราตั้งชื่อมันอย่างนี้ อิอิ รูปนี้ตอนมันเป็นสาวสะพรั่งเลย ตอนนี้มันตายไปห้าปีได้แล้วมั้ง อายุก็ 15 ปีพอประมาณ หมาตัวแรกที่เราชอบคลุกไปนอนกะมันประจำ มันเป็นทั้งแม่และยายที่ดีของลูกหมาอีกหลายๆตัว 
 
ปล. มันเลี้ยงลูกหมาเก่งมากเลยอะ ลีลาการคาบลูกมันออกจากพงหญ้า ทำให้เราสงสารอุปการะมันมาเลี้ยงแหละ ฮ่าๆ
 
             "หนูชื่อ สับประรดคะ"
 
 
  

          คนนี้ก็น้องชายเราเอง สมัยตอนมันยังเด็ก เล็กนัก (ไม่   กล้าเอารูปตอนมันโตมาให้ดู เดี๋ยวจะตกใจ เหอๆ)  น้องชายเรามี  ชื่อเล่นๆว่า "ตือ" 555 แต่มันชอบให้เพื่อนๆเรียกมันว่า "รัน" เพราะมาจากชื่อจริงมันว่า "ศรัณย์"  ตอนนั้นลากมันไปเจอเพื่อนๆเก่า มันโดนรุม โดยเฉพาะ นังป่าน

(มานคิดจะล่อน้องชายเรา   -_-')

 

สมัยเด็กมันไปแข่ง scramble ระดับเขตด้วยนะ ตอนเด็กๆมันเรียนเก่งมากๆเลย เป็นคนถือพาน เป็นหัวหน้าห้องตลอด ผิดกับเราเลย ตอนเด็กๆโคตรโง่อะ แต่ตอนนี้กลับกัน เราเก่งกว่ามันฮ่าๆ

(แอบนินทาแค่นี้ก่อน เด๊ยวมันแอบเข้ามาอ่าน)

 

 

 

 

blog นี้ทำแล้วมีความสุขที่สุด ทำไปยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไป ฮ่าๆ มีความสุขจัง

3月23日

แม่ขอโทษ

วันนี้ เป็นวันที่เราจะจำไปชั่วชีวิต และจะจดจำไปตลอดจนวันตาย
 
มันเป็นความผิดของเรา ของเราเท่านั้น ทั้ง้ๆที่เราจับมันใส่กล่องในที่ๆ มันชอบนอนแล้ว เราคิดไม่ถึงเลย ว่ามันจะกระโดดออกมา  หากเราโทรบอกให้คุณพ่อ ให้มาดูลูกหมาตอนที่เราถอยรถ เราคงไม่ต้องทำบาปอย่างนี้  สัตวทุกตัวเกิดมาล้วนต้องตาย แต่เราจะไม่เสียใจเลย หากมันไม่ได้ตายเพราะเราเป็นคนฆ่ามัน แล้วคงจะไม่เสียใจเลย หากเจ้าหมาตัวนั้นมันไม่ใช่ โบอิ้ง ลูกหมาที่เรารับมาเลี้ยง   แต่วันนี้ เราเป็นคนทำให้ชีวิตมันสิ้นไป ด้วยน้ำมือของเรา
 
เราได้แต่นั่งกอดเข่า น้ำตาไหลร้องไห้ ได้แต่พูดว่า "แม่ขอโทษ แม่ขอโทษ" บางครั้งพนมมือแล้วพูดอยู่แต่ว่า "อโหสิกรรมให้ด้วย" อยู่อย่างนี้ทั้งวัน ภาพตอนที่โบอิ้งถูกล้อรถทับแล้วนอนดิ้นอยู่นั้น้ ฉันจำได้ติดตา อยู่ตลอดเวลา ทำไมต้องเป็นเรา ทำไมต้องเป็นเรา ทำไม ทำไม...........
 
 เมื่อสองคืนก่อน เราฝันว่า ฟันหลุด สี่ซี่ แล้วซี่สุดท้าย เราดึงมันหลุดออกมาทั้งราก เราสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความกลัว วันนี้วันที่สามหลังจากการฝันนั้น มันคือวันนี้  เราได้ฆ่าสิ่งมีชีวิต สัตว์คู่ทุกข์คู่ยากของมนุษย์  ถึงแม้จะเป็นเพราะด้วยความไม่ได้เจตนา แต่มันก็คือ สุนัขที่ฉันเลี้ยงมัน ด้วย "หัวใจ"
 
มีคนมาถามให้ช่วยรับหมาไปเลี้ยงหน่อย เราเลยตอบตกลง และได้ "จัมโบ้และโบอิ้ง" มาอยุ่ในบ้าน โบอิ้ง หมาไทยสีเงิน ชอบกระโดดเกาะขาทุกครั้งที่เจอเราเหมือนต้องการบอกให้เรานั่ง  พอเรานั่งมันก้อจะขอขึ้นมานั่งบนตักทุกครั้งไป ช่างเหมือนเจ้าทาโร่เหลือเกิน  แล้วเราก้อจะลูบหัวมันอยู่อย่างนั้นจนมันหลับ ทุกๆเย็นตอนที่กลับมาจากสอนพิเศษ พอเราลงจากรถ เราต้องนั่งยองๆ กางมือสองข้างออก ตะโกนเรียก "จัมโบ้โบอิ้ง" พวกมันสองตัวจะวิ่งแข่งกันมาหาเราทำหัวลู่ๆ ให้เราลูบหัวแล้วก้อกระโดดล้อมหน้าล้อมหลัง ให้เราเล่นกันมัน  พอตอนกลางคืนเราต้องอุ้มเจ้าหมาสองตัวนี้ให้หลับซบบ่า แล้วค่อยเอามันไปนอนในมุ้งที่กางไว้นอกบ้านทีละตัว   บางทีเรานอนบนแคร่ มันก้อจะมานอนซบอกของเรา แล้วก็หลับไปด้วยกัน
 
ภาพเหล่านั้นกับเจ้าโบอิ้ง ไม่มีอีกแล้ว........... 
 
แม่จะถือศีลทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้นะ "โบอิ้ง"
อโหสิกรรมให้แม่ด้วย T_T
 
 
3月7日

Lucky in game

 
- ได้กลับบ้าน เจอหน้าพ่อกับแม่ เป็นของขวัญปีใหม่ อิอิ  ^^
 
- วันนั้นดูรายการคุณพระช่วย อยากไปสักการะ "พระพุทธชินสีห์" ที่วัดบวรฯ มาก ด้วยศรัทธาที่แรงกล้า สุดท้ายก้อดั้นด้นไปจนได้ (ออกแนวสะบักสะบอมเล็กน้อย ถามทางเค้าตลอด) ขอบคุณน้องหนึ่งที่มีใจเมตตาพาพี่ยุ้ยทัวร์วัดนะจ๊ะ  จริงๆน้องเค้าก้อไม่ว่างหรอก เค้าอยากอ่านหนังสือสอบด้วยซ้ำ  แต่เค้าใจดี พาพี่ยุ้ยไปวัด ตัวเค้าเองก้อได้บุญด้วย ^^ ได้ไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (น้องเค้าบอกว่าปกติไม่เปิดด้วยล่ะ เราโชคดีมากเลยไปแล้วเค้าเปิดพอดี)  ได้ไปเสี่ยงเซียมซี กับหลวงพ่อดำมาด้วย เป็นใบที่ดีมากๆเลย เพราะก่อนเสี่ยงเราตั้งจิตอธิษฐาน อินจัด น้ำตาไหลเลยอ่า  จะเกริ่นให้ฟังก่อน 3 ประโยค อิอิ
 
ใบเซียมซีวิหารเก๋งบวรนิเวศ ใบที่ 20
 
ใบที่ยี่สิบ เป็นใบที่ ดีมากมาก
คนใจดี   หายาก  น่าสรรเสริญ
มีทานศีล ภาวนา  พาเจริญ
 
(ขี้เกียจเขียนหมดเดี่ยวหาว่าอวด 555)
 
 
- ได้ลูกหมาคู่นึง มันไม่น่ารักหรอก แต่สงสารมันเลยช่วยรับมันมาเลี้ยง เห็นหน้าแล้ว พ่อบอกจะตั้งชื่อว่า ไอ้เหี่ยวกะ ไอ้ย่น คิดไปคิดมา ลงท้ายด้วย "จัมโบ้ กะ โบอิ้ง"  จริงๆชอบหมา อัลเซเชียลมากกว่า ชาตินี้คงไม่มีบุญได้เลี้ยง มีรูปมาให้ดูกันด้วยย กั๊บ
 
 
 
 
 
 
 
- ตอนนี้ยายเล็กไปอยู่บ้านพักคนชราแล้ว ไม่ต้องลำบากขายข้าวต้มมัดแล้วแล้ว เย้ๆ  ^^
 
- ทุกวันนี้ วันๆ ก้อได้แต่อ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้ ต่อจิกซอ เย็นๆก้อไปสอนพิเศษ (สนิทกับเด็กที่ไปสอนจนกลายเป็นพี่สาวไปซะแล้ว วันตรุษจีนบ้านนี้ก้อให้อั่งเปาเราตั้งสองพันแน่ะ)  ส่วนช่วงนี้ก็.. รอเรียนโทกั๊บ (เศรษฐศาสตร์อินเตอร์ จุฬาฯ)
 
- เรามีที่ปรึกษาธรรมส่วนตัวด้วยนะ หลวงพี่สถิตย์ แห่งวัดพุทธานุสรณ์ กับหลวงพี่พูนศักดิ์ แห่งวัดไทยในแอลเอ
(สององค์นี้น่าเลื่อมใสมากๆเลยล่ะ)  
 
 
ปล. เพลงหน้าspace เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เกาหลีเรื่อง "The classic" ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมนานาชาติ เป็นหนังที่เราชอบมากๆเลยล่ะ  ดูกี่ทีก้อหลั่งน้ำตา
 
 
lucky in game but not lucky in love 555
2月20日

เพื่อนใหม่ของฉัน

  เรารู้จัก ยายเล็ก ก็เพราะเห็นแกเดินหาบข้าวตัมมัด เกือบทุกเช้า ที่เราขี่จักรยานไปซื้อน้ำเต้าหู้ ที่หน้าปากซอย ตอนนี้เราเป็นผู้ช่วยมือหนึ่งของยายเล็กไปซะแล้ว เพราะไปช่วย ยายเล็กขายข้าวต้มมัด เกือบทุกวัน สงสารแกน่ะ ยายแก่ๆ เดินขายข้าวต้มมัดคนเดียว แกไม่กล้านั่งขาย เพราะกัว คนมาไล่  เราแนะนำให้ยายนั่งขาย หน้า  7-11 เราก็บอกยายว่า ไม่ต้องกัวใครจะมาไล่ เดี๋ยวหนูจะมาช่วยขาย (ไปใหญ่มาจากไหนกันล่ะนั่น)  พักนี้ตอนกลางวัน ว่างจัด  แต่ตอนเย็นไปสอนพิเศษ  เดี๋ยวนี้ ยายเล็กขายข้าวต้มมัด หมดทุกวัน และด้วย ความช่วยเหลือของ ป้าแดง คนขายน้ำเต้าหู้ ที่แบ่งที่ให้ยายเล็ก 

  ทุกครั้งยายเล็ก จะต้องแบ่งข้าวต้มมัดไว้สองมัด ให้เราเอากลับบ้าน ป้าแดงก็ใจดี  แบ่งน้ำเต้าหู้ ให้ยายเล็กกลับไปกินทุกวัน   ลูกค้าประจำ ของยายเล็ก ก็ส่วนมาก เป็นพวก มอเตอร์ไซต์ รับจ้าง แถวนั้นแหละ 

หลายต่อหลายคน นึกว่าเราเป็น หลานของยายเล็ก ฮี่ๆ เค้าถามยายเล็กว่า  นี่หลานยายเหรอเนี่ย

 เราก็จะตอบไปทุกคร้ง ใช่คะ     :D

นั่งคุยกับยายเล็ก ทุกวัน ทำให้เราอดนึกถึง ยาย แท้ๆ ที่เสียไป ไม่ได้ เพราะถ้ายายยังอยุ่ ยายคงจะอายุพอๆ กับยายเล็ก  ไว้วันหลัง เราจะไปช่วยยายเล็ก ทำขนม ยายจะได้มีขนมเยอะๆไว้ ขาย จะได้มีเงินมากกว่านี้   ยายเล็กน่าสงสาร มีลูกชายคนเดียว แต่ก็เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว สามีก็ตายจากไป ตอนนี้ยายอยู่คนเดียว   ต้องหาเลี้ยงชีพตามลำพัง  

ยายเล็ก                      หนูยังไม่มีคู่ รึ 

ยุ้ย                              ไม่มีหรอกจ๊ะ

ยายเล็ก                      สักวัน หนูจะได้เจอคนดีๆ เชื่อยายนะ (งั่ก ๆ)

ยุ้ย                               (ได้แต่ยิ้ม แล้วก็คิดในใจ หนูก็รอเจอคนดี ที่ยายว่าอยู่น่ะ)

  ตอนนี้เพื่อนใหม่ของเรา ก็คือ ยายเล็กขายข้าวต้มมัด , ป้าแดงขายน้ำเต้าหู้   แล้วก็เบน (หากเพื่อนๆ ยังจำกันได้  ก็คุณชายเบน  ที่เราไปเจอที่ชิคาโกนั่นแหละ   แปลกนะ  ตอนนี้เบนเป็นเพื่อนที่สนิทมากๆ  แต่เราก็ไม่ได้คิดอะไรกับ ไอ้เบน มากไปกว่าคำว่า เพื่อน  สนิทกันคุยเกือบทุกเรื่อง  มันชอบว่าเราว่า          “ยุ้ยนี่แปลกนะ รักคนยากว่ะ แต่ทำไมกับคนนั้นพอรู้สึกว่าเค้าใช่ ถึงรักและผูกพันง่ายจัง   

บุญ เป็นชื่อของความสุข  

หากเราทำอะไรแล้วคนอื่น เกิดความสุข เราเองก็มีความสุข นั่่นคือ การทำบุญ  

ในสิ่งที่เราทำ ถึงแม้มันจะไม่เกิดประโยชน์ต่อสังคม แต่เราสัมฝัสได้ว่า เราทำให้ยายแก่ๆคนนึง ที่มีชีวิตไปวันๆ  มีความสุขได้ แค่นี้้เราก็รู้สึกว่า ตัวเองมีค่า ขึ้นมาหน่อยนึง แล้วอะ

 

ขอบพระคุณหลวงพี่พูนศักดิ์ แห่งวัดไทยในลอสแองเจิลลิส ที่สั่งสอนเรื่องบุญเจ้าคะ

 

1月18日

Tag Tag Tag

หลังจากที่โดน น้องแข Tag มานะจ๊ะ ก้อเลยเล่นกลับ จริงๆการเล่นแท็ค ก้อดีตรงที่ว่าเราได้บันทึกความทรงจำที่ประทับใจ และเสียใจ ในวัยเด็ก เก็บไว้อ่านเล่นๆ  เริ่มเลยแล้วกันนะ
 
 
25 years ago
(July 16,1981) ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘ วันอาสาฬหบูชา
แม่เล่าให้ฟังว่า เกิดมาน้ำหนักเยอะมากๆ ประมาณ สี่โล ได้มั้ง คิคิ แก้มยุ้ย ผิวขาวจั๊วะ (ไหงโตขึ้นมันดำล่ะ??) แม่เลยตั้งชื่อว่ายุ้ยนั่นเอง
 
 
22 years ago.
คุณตาคุณยายเป็นคนเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กๆ ถึงแม้ว่าจะฐานะยากจน แต่คุณตากะคุณยายก็ เลี้ยงดูเราเหมือนเรายิ่งกว่าไข่ในหิน (เหมือนองค์หญิงเลย) ตอนนั้นเราก็ดื้อด้วย เนื่องจากถูกตามใจตั้งแต่เด็กๆ คิคิ แล้วก็จำได้ว่า พ่อกับแม่ ไม่มีเวลามาหา เพราะพวกท่านมัวแต่ทำงาน ชีวิตเลยอยู่แต่กับตาและยาย ช่วงนั้นก็เป็นช่วงเข้าอนุบาลด้วย จำได้ว่า ตากับยาย ต้องพาเรานั่งรถเมล์ไปโรงเรียน  รถก็แน่น โรงเรียนกับบ้านเช่าก็อยุ่ไกลเหลือเกิน ชีวิตต้องดิ้นรนตั้งแต่เด็กๆ ยายก็แก่แล้ว มีอยู่วันนึง คุณยายพานั่งรถเมล์ แล้วรถเมล์ก็เบรกแรงมาก ยายล้มบนรถเมล์ ไอ้เราก็ยังเด็กอนุบาล ได้แต่ร้องไห้ (จำได้แค่นี้อะตอนนั้น) ทำให้ชั้นฝังใจมาว่า โตขึ้น ชั้นจะต้องเลี้ยงคุณตา และคุณยายให้ได้ จะต้องเลี้ยงท่าน ท่านจะต้องไม่ลำบาก ต้องไม่ลำบาก
 
19 years ago.
เอ.. เริ่มเข้าประถมล่ะซินะ ตอนประถมนี้เอง เป็นช่วงที่พวกเรามีบ้าน เป็นของตัวเอง เนื่องจากว่าบ้านเสร็จแล้ว บนเนื้อที่ 100 ตารางวา เป็นบ้านเดี่ยว มีเนื้อที่บริเวณสำหรับปลุกต้นไม้เต็มเลย เพราะว่า พ่อชอบปลูกต้นไม้ พ่อสอนให้เรารักธรรมชาติ
 
วันแรกของการเข้าเรียนประถม พ่อกับแม่ก็พานั่งรถเมล์ไปส่งที่โรงเรียน (จริงๆก็มีรถโรงเรียนแต่ท่านขอไปส่งวันแรกของการไปเรียน) แม่เป็นคนแต่งตัวให้ พุดกับเราทั้งน้ำตา ว่า "ตั้งใจเรียนนะลูก พ่อเค้าจะได้ภูมิใจ" และแน่นอน พ่อกับแม่ก็ทำงาน ทำแต่งาน แล้วคนที่เลี้ยงดูเราเรื่อยมา ก็คือคุณตาและคุณยาย ตอนนั้นชีวิตลำบากเหลือเกิน ไม่มีรถ ไม่มีเงิน พ่อและแม่เป็นหนี้สิน เป็นล้าน เพื่อเอาเงินมาสร้างบ้านให้ลูก หาเงินมาให้เราเรียน แล้วผลการเรียนของเราก็ใช่ว่าจะดี 555 ตอนประถมโคตรโง่เลยอะ เรียนได้เกรด หนึ่ง กะ สองตลอดเลย เวลาพ่อรู้ผลการเรียนทีไร ก็โดนว่าทุกที "ส่งให้เรียน เรียนได้แค่นี้ก้อไม่ต้องไปเรียนแล้ว เราเป็นลูกต้องฉลาดกว่าพ่อ" จริงๆแล้วคุณพ่อเป็นคนตลก แต่เรือ่งเรียนพ่อโคตรร ดุเลยอ้ะ
 
พอเริ่มเข้าประถมปลาย ไหงอยู่ๆมันก็เก่งขึ้นมาซะเฉยๆ ได้เกรด สี่ ทุกวิชาเมื่อตอนสองปี สุดท้าย
 
 
13 years ago.
วัยมัธยมต้นแล้วล่ะ  ด้วยความขี้เกียจก็เลยเลือกเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน เพราะไม่อยากตื่นเช้า  ผลการเรียนของม.ต้นคะแนน ดีมากๆ ไม่เคยมีเทอมไหนได้เกรดเฉลี่ยต่ำกว่า 3.5 เทอมแรกก็ได้มา 3.7 จำได้เล้ยพ่อปลื้มใจสุดๆ (ตอนนั้นเราสงสัยมาก ทำไมพ่อจะต้องซีเรียสเรื่องเรียนอะไรมากมาย มีอยู่วันนึงเลยไปถามแม่ ทำไมพ่อจะต้องเครียดเรื่องนี้มากมาย พ่อแม่คนอื่นเค้าไม่เห็นจะเคี่ยวเข็ญอะไรมากเลย และนับจากนั้นเอง คุณแม่ก็เริ่มเล่าเรื่องชีวิตที่ลำบากของคุณพ่อให้ฟัง) และมันเป็นแรงบันดาลใจ ให้ชั้นคิดอยู่เสมอมา ว่าเราต้องเรียนหนังสือให้เก่ง จะไม่ทำให้พ่อกับแม่ผิดหวัง ความลำบาก ความยากจนของพ่อแม่ เป็นตัวอย่างและแรงผลักดัน ให้เราเข้มแข็ง
 
ฮั่นแน่..จะแอบถามเรื่องความรักเหรอ? ม.ต้นนี่ไม่มีเลยแฮะ ใจคิดแต่เรื่องเรียน เพราะไม่อยากทำให้พ่อกับแม่ผิดหวัง เฮ้ออออ... บางคนก็บอก "ยุ้ยแม่งรักไม่ยุ่ง มุ่งแต่เรียน จิงๆ"
 
ฮ้อ ช่วงม.ต้น ถูกได้รับเลือกให้เป็นหลีดเดอร์ด้วย แต่แอบไปซ้อมบาสไม่เคยไปซ้อมหรีด จนถูกคัดออก (เก่งเรียนก็ต้องเก่งกีฬาด้วยนะจ๊า) ตอนนั้นตัวเตี้ยมาก แต่พอ. มัธยมสอง กินนมทุกวันเลย ตัวสูงปี๊ด เพื่อนๆตกใจ อิอิ (ปัจจุบัน 162 cm.)
 
 
 
10 years ago.
คุณพ่อคุณแม่ เริ่มมีฐานะดีขึ้น พอมีหน้ามีตากับเค้าหน่อย แม่ได้รับเครือ่งราชอิสริยาภรณ์ เป็นครั้งแรกในชีวิต แล้วแม่ก็โชวร์สมัยที่แม่เรียน  แล้วได้รับทุนจาก สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี (ราชินีของรัฐกาลที่เจ็ด) แม่บอกว่า สมัยก่อนไม่มีเงินแม้แต่จะเรียน แต่ทุนนี้ท่านจะให้เฉพาะ ผุ้ที่มีมารยาทดี เรียนเก่ง เท่านั้น (ตอนนั้นโคตรภูมิใจเลยอ้ะ ทำไมแม่ตูเก่งนี้ว่ะ แม่เราเป็นตัวอย่างของหญิงเหล็กอะ) 
อะฮ๊า .... เป็นช่วงกำลังแรกสาว (อิอิ) ต้องรีบหาผู้ชาย เอ้ย หาโรงเรียนแล้ว ทำไงดีๆ เห็นเพื่อนๆไปสอบเตรียมฯ กัน เออ เอามั่งดีกว่า (ไม่ได้ดูสติปัญญาของตัวเองเล้ย จะสอบได้เหรอเนี่ย) ทั้งโรงเรียนมีได้กันอยู่ สามคน (เราได้สายศิลป์ เอกคณิตศาสตร์ เพราะว่า เกลียดวิชาวิทยาศาสตร์สุดๆเลยอ้ะ แต่พอมาเรียนดันชอบวิทฯ เกลียดเลข)
 
โอย..ช่วงนั้นทรมาน กับการเรียนมากๆเลย ทำไมมันยากงี้ล่ะ มัธยมสี่เทอมแรก ตกเลขคับ คิคิคิ
 
9 years ago
ความลำบากทุกข์ทรมาน ที่ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า เพื่อไปโรงเรียน ไปก็ไปสาย จนอาจารย์จำหน้าได้และ แถมโดดเรียนบ่อยมากๆ ช่างเป็นเด็กไม่ดีจริงๆ แต่ยังไงเราก็ยังตั้งใจเรียน แล้วเกรดเฉลี่ยเราก็สูงขึ้นเรือ่ยๆในแต่ละเทอม  แต่มีอยู่อย่างนึงนะ คือว่าพ่อไม่เคยบ่นเรื่องเรียนเลย สงสัยชักเริ่มไว้ใจเรา แม่เล่าว่า พี่น้องของคุณปู่ ส่วนมากเป็นทนาย เป็นหมอ บางคนก็เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล แต่ว่ามีทางสายคุณปู่เท่านั้น ที่ไม่ค่อยจะได้ความ จนมารุ่นเรานี่แหละที่กู้หน้าตระกูลไว้ได้  ส่วนแม่ก็เป็นกำลังใจหาขนมมาให้กินตอนดึกๆที่อ่านหนังสือ ทุกวัน
คุณตาคุณยาย เริ่มมีอาการเจ็บป่วย ไม่แข็งแรงเหมือนแต่ก่อน แต่ท่านก็ยังเป็นเพื่อนคุยกับเราได้เหมือนเดิม  สิ่งที่เราชอบคุยกะตากะยายก็คือชอบให้ตากับยาย เล่าชีวิตของแม่ให้ฟัง นั่นเอง ตากับแม่เล่าทีไร เราก็รักแม่มากขึ้นเท่านั้น เพราะตากับยายมีลูก หกคน แม่เป็นลูกสาวคนโต นอกนั้นน้าๆเราก็เป็นลูกชายหมด  แต่มีแม่คนเดียวที่เลี้ยงคนทั้งครอบครัว
 
แม่..เป็นแค่ผุ้หญิงตัวเล็กๆ (ตัวเล้กจริงๆนะ สูงแค่ 145 cm) เองอ้ะ  แต่จิตใจแม่เด็ดเดี่ยวมากกกก อีกอย่างเป็นคนอ่อนโยนมากๆเลย ลูกน้องแม่ที่ตึกแต่ละคนชอบเล่าถึงแม่ให้ฟังบ่อยๆ ทำให้เราอดปลื้มไปกับแม่เราไม่ได้ แต่ว่า..แม่ก็ยังทำงานหนักเหมือนเดิม
 
6 years ago.
ช่วงเอ็นท์แล้วซินะ  เราตั้งใจเลือกที่เกษตรอันดับหนึ่ง เพราะว่า เราไม่อยากเข้าจุฬา เนื่องจากสามปีที่เตรียมฯ เห็นเด็กจุฬาแล้ว มันคนละระดับกับเรา เกษตรนี่แหละ เหมาะกับเราที่สุดแล้ว พ่อกับแม่ไม่ก้าวก่ายกับการตัดสินใจครั้งนี้ (มีพ่อนี่แหละ ออกจะไม่พอใจหน่อยๆ เพราะว่า หลานของปู่เรา ก็อยุ่เตรียม เค้าได้ แพทย์จุฬาอะ  พ่อก้อบ่น คะแนนก็ดี ทำไมไม่เอาจุฬา) เฮ้อออ.. ช่างเหอะ ได้มาเป็นนิสิตเกษตร ก็ยังใช้นิสิตเหมือนกัน
 
ชีวิตมหาลัย เทอมแรกอยู่หอค่า สนุกกะเพื่อนสุดๆ
 
5 years ago.
ก็เรียนนั่นแหละ ไม่มีไรมาก ความรักก็ไม่มี เพราะเอาแต่จะเรียนๆ ช่วงปีสาม คุณตาป่วยต้อเข้าโรงพยาบาล ไม่นานต่อมา คุณตาก็เสียชีวิต นั่นเป็นการสูญเสียครั้งแรก ที่เราเศร้ามาก เพราะไม่เคยแม้แต่จะทดแทนพระคุณ แถบยังเคยว่าคุณตา เพราะว่ามีอยู่ครั้งนึง ตาแอบมาปิดคอมเรา โดยไม่ได้ shut down ตาคิดว่ามันปิดเหมือนโทรทัศน์ ทำให้งานของเราหายหมดเลย เราโกรธมากเลยอะ ตอนนั้นอะไม่คุยกะตาหลายวันเลย (เลวจริงๆ) จริงๆแล้วมันไม่ใช่ความผิดตาเลย เพราะตาไม่รู้เรื่องพวกนี้ มัเนป็นความผิดเรามากกว่า
วันที่เผาคุณตา ฝันว่า ตามาเข้าฝัน แล้วถามว่า "ยุ้ยรักตามั๊ยลูก" คุณตาเข้าใจมาตลอดว่าเราไม่ได้รักตาเลย ทั้งๆที่เรารักตามากๆ ตอนเด้กๆ รักตามากกว่าพ่ออีก เพราะพ่อไม่เคยเลี้ยงเรา มีแต่คุณตา  ในฝันเราร้องไห้ เขียนกระดานตัวโตๆ ให้คุณตา "ยุ้ยรักตาที่สุดในโลกเลย" ตาก็ยิ้ม แล้วตาก็หายไป ตอนนี้ตาก็รู้แล้วว่ายุ้ยรักตาที่สุด แต่ยุ้ยก็ยังไม่ได้ตอบแทนพระคุณของตาอยู่ดี
 
4 years ago.
คุณยายป่วยป็นมะเร็งเต้านม ต้องตัดทิ้งหนึ่งข้าง แม่ส่งทำคีโมบำบัด ทั้งๆที่ยายก็แก่แล้ว ตอนนั้นเป็นช่วงที่เราจบปีสาม ไปฝึกงานที่ ไอบีเอ็ม (เป็นคนเดียวของคณะที่ได้รับเลือก) ช่วงปีสามนี้เราก็ทำงานพิเศษเสริมมากมาย ไม่ขอเงินแม่ไปเรียน ให้แม่ออกแต่ค่าเทอม งานที่ทำก็เช่น พิมพ์งาน แปลงาน สอนพิเศษ ตอนอยู่ปีสี่ ได้ทุนไปนิวซีแลนด์ เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน พอกลับมา คุณยายอาการหนักมาก เราต้องไปนอนกับยายเกือบทุกวัน ปีสี่นี้แทบไม่ได้ไปเรียนเลย ทำงานอยุ่กับบ้าน ดูแลคุณยาย ทั้งป้อนข้าว อาบน้ำให้ยาย  สวดมนต์แล้วก็อ่านหนังสือธรรมะให้ยายฟัง เพราะแม่บอกว่า การที่ให้คนใกล้ตายมีจิตใจที่บริสุทธิ์และปล่อยวาง ท่านจะได้ไปอย่างสุคติ
 
ยายชอบให้เรานอนอยู่ข้างๆยาย แล้วยายก็ลูบหัวเราทุกคืนบอกว่า "อีหนูเอ้ย ขอให้หนุเจริญๆนะลูกนะ" ยายไม่มีอะไรจะให้ ยายให้ได้แค่นี้ แค่พรให้หนูเจริญๆ นะลูก ชั้นฟังแล้วน้ำตาก็ไหล กอดยายไว้แน่น ชอบพุดปลอบยายบ่อยๆ "เดียวยายก็หาย ถ้ายายหายยุ้ยจะพายายไปเที่ยว จะหาเงินมาให้ยายเยอะๆเลยนะ"
 
วันหนึ่ง  เราต้องไปทำงานพิเศษนอกบ้าน คนดูแลก็โทรมาบอกให้เรากลับบ้านด่วน แต่ว่าเรากลับไม่ได้ เพราะติดงานอยู่ อีกอย่างก็คิดว่าอาการหนักของยายมันเป็นอย่างนี้ทุกวันอยู่แล้ว เค้าโทรมาหลายรอบมาก จนเราต้องกลับ พอไปถึง ยายสิ้นลมแล้ว มันเป็นความผิดของเราอีกแล้ว ที่เราไม่รีบกลับบ้าน ยายเสียชีวิต เพราะเรากลับบ้านช้า หากเรากลับเร็วกว่านี้ ยายต้องรอดแน่ๆ
 
3 years ago.
การจากไปของตาและยาย ทำให้เราคิดถึงแต่พ่อและแม่  พ่อกับแม่จะต้องสบาย ไม่ลำบาก เพราะฉะนั้นเราต้องหางานดีๆทำ แล้วความตั้งใจของเราก็เป็นผล เพราะเราได้งานที่ดีกว่าเพื่อนๆในกลุ่ม ให้เงินแม่เดือนละหมื่น เก็บไว้เองสองพัน ที่เหลือก็ใช้จ่ายตามปกติ แต่นอกจากนั้น เราก็ยังทำงานพิเศษเหมือนเดิม ไม่เคยมีเรื่องความรักเข้ามา ให้เสียการและงาน  ชีวิตเหนือ่ยมากๆ ทำงานเจ็ดวัน แต่ละวันทำไม่ต่ำกว่า สิบสองชั่วโมง เราหาเงินได้มาก เกินกว่าที่เด้กจบใหม่จะทำได้  พ่อแม่ ก็มีฐานะดีขึ้น เรามีทุกอย่างที่ไม่เคยมี แม่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าตึก ได้เลื่อนซี พ่อก้อได้เป็นหัวหน้าคนเหมือนกัน เรามีความสุข พ่อและแม่ก็มีความสุข
 
 
2 years ago.
เราตัดสินใจไปเมกาด้วยทุน ที่เราหาได้จากการทำงาน  ในขณะที่พัท เพื่อนรักที่สุดก็กำลังจะย้ายงานไปทำบัญชีที่เขมร
ก่อนเดินทางไปเมกา หกเดือน เราได้พบกับรักครั้งแรก เราชอบผู้ชายคนนี้ตั้งแต่แรกเห็น เหมือนมันถูกชะตายังไงก็ไม่รู้ ยังจำได้เค้ามาสาย เดินเข้าห้องสอบมาโดยไม่สนใจใคร แล้วเราก็ได้รู้จักกับเค้า  เค้าดีกับเรามาก  เพราะเราไม่เคยเจอผู้ชายคนไหนดีแบบนี้กับเรา แล้วเราก็รักเค้ามากมายเหลือเกิน วันลอยกระทงเมื่อสองปีที่แล้ว เป็นวันที่เราบอกชอบเค้านั่นเอง
มันเกิดขึ้นแล้ว "รักครั้งแรกของฉัน"  
 
 
 
ตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา
ชั้นได้เรียนรุ้อะไรเยอะแยะมากมายเหลือเกิน เรียนรู้ถึงความเสียใจ ที่บางครั้งเรียกว่า "อกหัก" จากความงี่เง่า คิดไปเองของเรา  เป็นเหตุให้เราต้องบอกเลิกกับเค้าถึงสองครั้ง  และในแต่ละครั้ง ความรักที่เค้ามีให้เรา มันก็ลดน้อยลงไป อีกทั้งระยะห่างของเวลา ก็เป็นปัจจัยให้ความรู้สึกของเค้าที่มีต่อเรา ลดลงมากขึ้นไปอีก 
 
 
สองเดือนสุดท้ายก่อนกลับเมืองไทย
เราตัดสินใจกลับเมืองไทย ไม่เรียนต่อโท เพราะเราอยากกลับมาหาพ่อและแม่ อยากกลับมาทดแทนพระคุณ และที่สำคัญ เราอยากกลับมาเจอเค้า คนรักคนแรกของเรา  
 
 
 
สองอาทิตย์ที่แล้ว
เราเกิดความภูมิใจที่ชั้นไปเมกาได้ เราประสบความสำเร็จทุกอย่าง ทั้งงาน เงิน มิตรภาพ ความรู้
และประสบการณ์ที่หาค่ามิได้
เราลงเครื่องมา พร้อมกับความหวัง ว่าความรักของเราจะเป็นเหมือนเดิม เราจะได้เห็นหน้าเค้า
เราจะได้เจอพ่อและแม่ เราจะกลับมาเป็นเจ้าหญิงเหมือนเดิม แต่เราสัมผัสได้ว่า
ความรักของพ่อแม่ไม่เคยลดลงไป มีแต่เพิ่มพุนมากขึ้น
แต่ความรักของเค้าคนนั้น มันช่างเลือนลางเหลือเกิน
ในขณะที่ความรักของเราที่ให้เค้า มันก็ยังเท่าเดิม ......ไม่เคยลดเลือนลงไป
 
 
 
สองนาทีที่แล้ว
เสียน้ำตาไปหน่อยนึง เพราะคิดถึงคุณตากับคุณยาย
 
ตาจ๋า ...ยายจ๋า
มองยุ้ยอยู่รึเปล่า?
หนูรักคุณตาคุณยาย
 
 

 

11月29日

Bye Bye good wife teaching school.

 Such a big while i've not been updating my blog. Several things would like to share my life.

1. Thank you so much to Pook and Kwang to set a very fun party! you guys did a nice job. That was a day i will never ever forgotten why not? Becoz it was a special day . It was the day I got drunk hahaha. My frist time and last time in a life. thank a lot to N'Khae, Pook, Poy, and Nuch who took care of me on my drunk day.

2. Got back from NYC ja. You can read NYC trip via Khae's website right here >> http://sweetfriday.diaryis.com/

3. Million thanks for all friends who came on my bye bye party . A ton of thanks to The Walters's family ,who gave me a unforgetable thing. Check out some story at http://sweetfriday.diaryis.com/?20061201

4. Bye bye my best friend "Acer Travelmate 4000WNLCi". I'll never forgotten you who is a part of my succeed in USA, and welcome "Toshiba satellite A105-S4254" ja $850
 

It is time for me to return home since i have completed my 2 years in USA. I still remember the day i had left from mom and dad. That was away from home for the first time so long ever. At the begining of my year, I started my life out as a Seattlian girl. At first , it was really difficult. Culture shock, different of food ,naughty kids, homesick even lovesick. A whole year with kids?? Oh no! I'll go crazy. Anyway, I adapted to all differences and started enjoying my year. Time went by , I learned how to work with them every smoothly, and make the best of each situation. I have many friends at least to hang out and speak up when something was bothering me. Soon i get settled in its eventually.

Day by day, Cooking food , taking care the kids as my jobs, getting chance to study , and keeping clean always as i realize that was not my house. All i went with them as my routine. Several stuff came up during my life as well as travelling East Coast with all planning myself was the first thing i have done over the London city in USA ;Seattle

A year passed , my another new life began at Pennsylvania. I am a Philly girl who fitted with everything perfectly. I could start my year over with its. I worked a lot and studied very hard. I would say i have never counted on such a sucking situation like these before, tired, exhausted, and very stressful. I were in trouble and went so crazy again, but finally i made them!! What i have done??
- I explored kind of new world ,learned surrounding people.
- Save lots of money for my future study.
- I cooked so well both Thai and American food. I'd be very happy everyoone like my cook including of my friends.
- I completely underestand the way to get the kids grow up to be a good person by mixing Thai and American cuulture life style.
- Keeping clean became my personal habit. I can't stand when someone do the mess!!
- I have a lot of friends . All friendship will be ever and ever.
- I have learned to figure out the hard situation. I faced with them. study with American , A ton of assignments.
It was too hard to understand, to write , to learn, to do all of things,but I did it. and I did it.

Can you believe that ?? I've already changed . all i will have left on my 2 years adventure is a lot of good memoried, photo's eternal friends, friendship, courage, strongness , and a sense of peace for what i have accomplished.

Apparently, now you all exactly understand why i called "Aupair in America" as if "The good wife teaching school" . Comparing with Market mix 4P . I think 4C (Cook, clean, chance, and care ) is a new strategy you learnt from being aupair. It was definitely one of the most rewarding thing . Do no give up by going home when you face with terrible situation. I passed it. You guys can do it either. The experience that you gained in the freedom country , you wouldn't even have gained in Thailand ,so just stick it through, and be sure that it will get better. Just make the best of each moment, and enjoy this year to the fullest!!

Lastly, some tips that you suppose to keep in mind once your feet step on this land.
1) Do not expect everything to be just perfect when you arrive. Work on the difference between you other people and speak up!!
2) Meet a lot of friends and people around you. And so you will feel comfortable more quickly in America. Those friends and people gives you security, and makes you feel more at home.
3) It is better to go out than just sitting at home. Do something you really like. Get occupied in other things.
4) Make the most of each opportunity that comes your way. There is so many things in America, that we take for granted, and now , we have year to experience all we can , to make the most of it.
5) Try to focus on the positive, and overlooking the negative. Soon you will realise that you are happier person.

I hope these infomation helps you guys. I'm going to miss you all for sure and will also miss my kids, my host family, my boss a lot.

Fondly,
Yui