Arunee's profile๑۩۞۩๑ Code Name: GGY Ro...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
April 07 Italyวันที่ 10 : Milano
โอยๆ นั่งรถไฟนอนมาเมื่อคืน ห้องนึงอยู่ได้ 6 คน มีสองฟาก ฟากละสามชั้น อึดอึดมาก ไม่รู้รถไฟไทยเป็นยังไง แต่เห็นกะเหรี่ยงที่เหลือบอกว่า รถไฟไทยดีกว่านี้ เราก้อนอนห้องเดียวกะผุ้โดยสารคนอื่น ที่เหลือนอนอีกห้องกับคนอื่นเหมือนกัน เนื่องจากว่าจองรถไฟช้า เลยได้นอนแยกกัน พอรถไฟเลี้ยวที กะเหรี่ยงยุ้ยก้อหันหัวนอนไปทาง พอเลี้ยวอีกทีก้อหันอีกทาง กว่าจะหลับสนิท ใช้เวลาพอสมควร
ไปถึงมิลาน เวลา 7.30 เช้า เดินทางไปโรงแรมที่อาจารย์ จองให้แค่ 3 สถานีเองก้อถึงแล้วไม่ต้องเปลี่ยน station ด้วย สุดแสนจะสบาย หลังจากที่อยู่ยุโรปมาน เริ่มชินกับการโกงง 555 เริ่มแรกด้วยการโกงค่ารถไฟใต้ดิน ปกติต้องซื้อต่อคน แต่นี่กะเหรี่ยงเริ่ม tac team กัน ซื้อแค่สองใบ ยุ้ยกะน้องเบลร่วมกัน ถ้าหยอดบัตรปุ๊บก้อจะรีบเข้าทันทีสองคนเลย ^^ (งี้แหละนะ อยู่เมืองโจรก้อต้องทำเยี่ยงโจร) ไปถึงโรงแรมตอน 8 โมงเช้า เค้าให้เข้าห้องตอน บ่ายสองโมง เหลือเวลาตั้งเยอะ ก้อเลยแวะไปเยี่ยม สนามเตะบอลของ มิลาน “San Siro” คืนนี้มีเตะ big match ด้วย Intermilan & Juventus พวกเราเลยไปสำรวจสนามก่อน เผื่อจะมีคนขายตั๋วผี แต่พอไปถึง โอวว แพงมากๆ คนนึงก้อตก 60 ยุโรแน่ะ เลยตัดสินใจไม่ซื้อ เพราะมี local people มาบอกว่า คืนนี้ให้ try free flow เอาว่ะ ลองก้อลอง เลยนั่งรถราง สาย 16 ไปลงที่ Duomo ซึ่งเป็น โบสถ์อยู่ใน center ของมิลาน
อากาศร้อน.....เหมือนหน้าหนาวเมืองไทย แดดดีมาก เหมาะแก่การถ่ายรูป แต่ก้อถ่ายไม่เยอะเพราะว่าไม่ได้อาบน้ำมาหนึ่งวัน เลยถ่ายน้อยหน่อย คิคิ ข้าวกลางวัน วันนี้กิน Mc Donald อีกแย้ว แต่ราคาถูกกว่าฝรั่งเศสมากเลยนะ รู้สึกดี คราวนี้ก้อกินกะน้องเบลอีกแล้ว เดินไปเดินมา ถึงบ่ายสองก้อเลยแวะเข้าโรงแรม อาบน้ำ รอๆๆๆ รอเวลาคืนนี้จะดูบอล รอหนูนุช กลับจากอังกฤษด้วย เลยออกไปหาไรกินกัน วันนี้กิน buffet บุฟเฟ่บ้านเค้าไม่เหมือนบ้านเรานะ ครั้งแรกตักอย่างก้อได้ มากแค่ไหนก้อได้ ให้เป็นถาดใหญ่ๆเลย แต่พอตัดครั้งที่สองให้แค่จานกระดาษพอ แถมเราตักเองไม่ได้อีกตะหาก ก้อกินๆไป ปะทังชีวิต คนละ 7 ยูโร พอห้าโมงแล้วก้อ แต่งตัว sport girl เตรียมตัวเต็มที่จะไปเชียร์บอล พอหนูนุชมาปุ๊บ ก้อรีบจรลีออกไปทันที ไปถึงซาน ซิโร่ ตอน หกโมงครึ่ง เสียงงี้ดังลั่นเลย ประมาณว่า มีสักทีมเตะเข้าโกลไปแล้ว พวกเราไม่มีตั๋ว ตั๋วผีก้อหมด แถมบางคนที่มีตั๋วก้อไม่ให้เข้า เพราะว่า ตั๋วจะต้องมีชื่อ ที่อยู่ระบุ ไว้ แล้วเค้าก้อจะขายให้เฉพาะคนอิตาลีเท่านั้น ปกติแล้วเค้าบอกว่า ช่วง 20 นาทีสุดท้ายจะปล่อยให้เข้าไป แต่เราก้อยืนรอๆๆๆ รอแล้วรออีก ก้อไม่ให้เข้าสักที เค้าบอกว่า วันนี้ big match ไม่ปล่อยให้เข้าไปง่ายๆ ขนาดประตูนะ ยังใหญ่ ยิ่งกว่าคุกซะอีก สรุปคืนนี้เราก้อไม่ได้ ดูบอล อดดูบอล เฮ้อ....ตี๋อุ้ย เศร้าใจอย่างเห็นได้ชัด ยืนหนาว อยู่หน้าประตู รอคอยความหวังว่าจะได้เข้าไปดูสนามบอลที่จุได้ถึง 8 หมื่นกว่าคน แล้วพวกเราก้อกลับโรงแรมกัน ด้วยความผิดหวัง
แต่ที่ดีก้อคือว่าโรงแรมนี้ ห้องของยุ้ยกะน้องเบลเป็นห้องที่ดีที่สุดเลย อยู่ชั้น 1 ปูพรมอย่างดี ห้องน้ำก้อสวย โอวว สุดยอด นอนหลับสบาย
วันที่ 11: Relaxing วันนี้กว่าจะตื่น ก้อปาเข้าไป 11 โมงแน่ะ อดกิน free breakfast เลย นอน ยังไงก้อยังรู้สึกง่วงอยู่ วันนี้ทุกคนจะได้เจอกันพร้อมหน้า มีอีกสามคนที่มาเพิ่มก้อคือ ขวัญ , ต้น, และปุ๊ก แต่พวกมันมาช้ามากเลย มาทีก้อเย็นโน่นแน่ะ ตอนกลางวันเลยนั่งรถไฟ ไปเดินเตล็ดเตร่ แถว Duomo ได้เข้าไปในโบส์ กินไอติม Gelatin ที่มีชื่อเสียงของอิตาลี ถ่ายรูปเยอะแยะ เดินๆ ไปโน่นไปนี่ แบบไร้จุดหมายปลายทาง จากนั้นก้อกลับโรงแรม นอนๆๆๆ นอนรออีกสามชีวิตที่จะมา แล้วก้อไป กินdinner กัน หาร้านอาหารแทบไม่มีเลยเพราะวันนี้ Easter แถมเป็นวันอาทิตย์ ร้านปิดกันเยอะมาก เดินไปที่ไหนก้อปิดหมด เลยต้องกินที่ร้านอาหารอิตาลเลี่ยนใกล้โรงแรม กินกัน 6 คน พนักงานเอาเมนูภาษาอิตาเลี่ยนมาให้ อ่านไม่ออกสักกะอย่าง อยากจะกินเนื้อสัตว์ เจงๆ อยากมากๆ พอพนักงานมา ก้อโบ้เบ้ๆ ขอเมนูอังกฤษ มันก้อบอกว่ามี ...
อ้าวไรว่ะ ทำไมไม่รู้จักให้มาตั้งแต่แรกว่ะ สักพิซซ่ามาสองถาด มีสปาเก็ตตี้ มีItalian sausage, roast pork กินกันเปรมมากมาย วันนี้ใช้ชีวิตแบบ สบายๆ จากนั้นก้อไปเล่นไพ่ ที่ห้อง Nuchy ใครเป็นสลาฟต้องโดนล้วงความลับ แล้วเราก้อโดนล้วงความลับที่เก็บมาเกือบหนึ่งปีหเต็ม ฮือๆ อิอิ แล้วก้อเม้าท์ๆ เรื่องใน class หัวเราะกันดัง สนั่น แล้วก้อนอน... นอนนนนน
วันที่ 12 Outlet shopping day อาจารย์ชลัยพร นัดเจอกันที่ lobby เวลา 9 โมงเช้า พอเจออาจารยืปุ๊บ จารย์ถามเลยใช่พวกเธอรึเปล่าที่หัวเราะกันเมื่อคืน อะอ้าววว ใช่แล้วคะ อาจารย์ พวกหนูเอง 555 ยุ้ยกะเบลเลยรีบตื่นมากิน breakfast ที่นี่ดีมาก เพราะว่า อาหารเช้าเนี่ยตักได้ไม่อั้น มีไข่มีนม มีแฮม ขนมปัง สุดยอดไปเลย ประเดิมอาหารเช้ามื้อแรก ยุ้ยก้อล่อไข่ไปกิน 2 ฟองเจ้าคะ แถมมีหอบเอาไปกินบนรถอีก 555 Outlet ของ มิลานนี่ชื่อว่า Lusso ใหญ่ดีแต่สู้ outlet ของเมกาไม่ได้อะ (จริงๆนะ) เราก้อได้เสื้อ Puma มาตัวนึง ได้กระเป๋าตังค์ Prada ให้คุณแม่ ได้เสื้อPuma ให้น้องชาย อาจารย์นัดเจอกันที่รถอีกทีตอน 4 โมงเย็น อาจารย์แบบว่าชอบ shopping มาก มีการบอกอีกว่า “หรือว่าเราจะบอกคนรถไปว่า อีกหนึ่งชม. มารับใหม่ แล้วพวกเราก้อช๊อปกันต่อ” (ไม่ไหวมั้งเนี่ย จารย์ขา)
ซื้อของที่นี่ จะต้องซื้อไม่ต่ำกว่า 150 ยูโร ถึงจะได้ tax refund เพราะฉะนั้นถ้าใครคิดจะซื้ออะไรก้อต้องรวมกันซื้อ จะได้เยอะๆ ถ้าไปพูดกับคนขายว่า tax refund เค้าจะไม่รุ้เรื่อง ต้องพูดว่า tax free แล้วก้อยื่นพาสปอร์ตให้เค้า เค้าจะเขียนลงในใบเอกสาร แล้วเราก้อต้องไปยื่นที่ custom ที่สนามบิน ทุกคนช๊อปปิ้งกันสนุกสนาน กว่าจะกลับไปถึงโรงแรมก้อเกือบทุ่ม จากนั้นอาจารย์ก้อพาไปเลี้ยงอาหารจีน เสียด๊าย เสียดาย ทำไมอาจารย์ไม่บอกก่อนล่วงหน้านะ เพราะว่า พวกเรา ล่อ Burger King ก่อนขึ้นรถบัสกลับน่ะซิ ที่สำคัญ อียุ้ย กิน chicken wing หมดไปอีกสอง box กะว่า จะไม่กินแล้วอาหารเย็น (แต่พอไปถึง ก้อต้องกินอะนะ อาหารจีน แบบว่าเสียดายกัวไม่คุ้ม ที่สำคัญอาจารย์เลี้ยงอีกตะหาก) ร้านอาหารที่อิตาลี ถ้าใครเข้าไปนั่งแล้วต้องเสียค่านั่งด้วยคนละ 1.5 ยูโร น้ำที่ยุโรปก้อมีสองอย่างคือ แบบอัดคาร์บอน (จะซ่าๆ เหมือนโซดา) กับแบบ natural (เป็นน้ำเปล่าธรรมดาบ้านเรา) แบบว่า ได้กินโต๊ะจีนวันนี้ อาหาร 7 อย่าง นั่งแยกกินกัน 2 โต๊ะ โต๊ะพวกเราก้อมีแต่คนโสดทั้งหมด 6 คน คิคิ กินกันเปรมมากมาย ขนาดอิ่มแล้วก้อยังจะยัดเข้าไป เพราะกัวไม่คุ้ม แค่เห็นข้าวกับซีอิ๊วขาว แค่นั้นก้อถูกใจนังยุ้ยมากมายนักแล ก่อนนอน คืนนี้มีประชุมทีมกัน เพราะว่าพรุ่งนี้เช้าต้องไปดูงาน จากนั้นก้อเข้าห้องพัก
วันที่ 13 Molitni & C วันนี้เป็นวันแห่งการศึกษา เพราะต้องไปดูงานที่บริษัท Moltini & C บริษัทที่ทำเฟอร์นิเจอร์มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ก้อไม่มีอะไรมาก ไปดูงาน ไปนั่งฟัง จากนั้นก้อไปกินพิซซ่า เป็นอาหารมื้อเที่ยงที่ คาร์ฟูร์ (คาร์ฟูร์เป็นของฝรั่งเศส นะขอบอก) วันนี้เจ็บคอมากมาย เจ็บมาตั้งแต่เมื่อคืน กินอะไรก้อยาก พูดก้อยังเจ็บคอ ขนาดกลืนน้ำลายก้อยังเจ็บเลย จากนั้นก้อไปมหาลัย Bocconi University ฟัง Lecture เกี่ยวกับ Italian Economy นั่งฟังไปก้อจะหลับไป ตกเย้นก้อไปเดินช๊อปปิ้งที่ Montaenapolian เป็นย่านช๊อปปิ้ง มีแต่ของ brand name ใครที่ยังซื้อของฝากไม่ครบหรือใช้เงินไม่หมดก้อเดินช๊อปๆกันต่อที่นี่แหละ แต่สำหรับยุ้ยแล้วก้อแค่ window shop เพราะไม่รู้จะซื้ออะไรมากมาย หิ้วกลับก้อไม่ไหว ตอนเย็นกินBurger King ที่ Duomo แล้วก้อนั่งเม้าท์กันพักใหญ่ๆ กับน้องเบล กับขวัญมี่ กว่าจะกลับโรงแรมก้อปาเข้าไปสี่ทุ่มกว่า วันนี้ช่างไม่มีอะไรพิเศษเลยจริงๆ
วันที่ 14 Vanice วันนี้อาจารย์จะพาพวกเราไปเมืองเวนิช ต้องรีบขึ้นรถไฟตอน 7.55น. ไปถึงเวนิชประมาณ 10.30น. เมืองเวนิช ประเทศอิตาลี เป็นเมืองที่มีชื่อเสียง ที่คนไทยเรารู้จักคุ้นเคยกันดี เนื่องจากเมืองหลวงของเรา กรุงเทพมหานคร ได้รับฉายานามว่า เวนิชตะวันออก ที่กรุงเทพได้รับการกล่าวขานว่าเป็นเมืองคู่แฝดกับเมืองเวนิชนั้น เป็นเพราะกรุงเทพเรามีลำคลองอยู่มากมาย ในสมัยก่อนเก่าการเดินทางในกรุงเทพจึงใช้การเดินทางทางเรือ ล่องไปตามลำคลองลัดเลาะไปทั่วกรุง ซึ่งคล้ายกับการเดินทางในเวนิช เมืองเวนิช เป็นเกาะเล็กๆในทะเล ที่มีการสร้างเมืองต่อเติมตึกรามบ้านช่องขยายไปบนผิวน้ำ จนกลายเป็นเมืองขนาดย่อมและได้รับฉายาว่า มหานครบนผิวน้ำ การสัญจรไปมาระหว่างเมืองเวนิช และการเดินทางภายในตัวเมืองเวนิชเองจึงต้องอาศัยการเดินทางทางเรือ เชื่อปะ มาเวนิช ต้องมาเดินลุยน้ำชมเมือง ก็เพราะในยามที่น้ำทะเลหนุนขึ้นสูง เมืองเวนิชก็จะจมน้ำ เกิดเป็นน้ำทะเลท่วมเมือง บางครั้งสูงถึงเอวเลยทีเดียว จุดสำคัญๆที่นักท่องเที่ยวแวะมาเที่ยวชมกันก็คือ บริเวณโบสถ์หลวงประจำเมืองที่สวยงาม จุดท่องเที่ยวบนเกาะเวนิชที่สำคัญอีกอันนึงก็คือสะพานคาสโนวา ซึ่งเป็นสะพานสั้นๆเชื่อมต่อระหว่างสองฝากอาคารที่มีลำคลองกั้นกลาง และที่สำคัญมากๆที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด ก็คือการล่องเรือพายชมบรรยากาศอันสวยงามของเมืองเวนิช เรียกเรือนี้ว่า Gondola สินค้าของที่ระลึกที่ขึ้นชื่อของเมืองเวนิช ก็คือเครื่องแก้ว งานเครื่องแก้วที่มีชื่อเสียงรู้จักกันไปทั่ว ก็คืองาน ของช่างสกุลมูราโน่ จากนั้นเราก้อไปกินอาหารจีนกับ ที่ร้าน “เจ๊เกียง” กลับโรงแรมนอนน
วันที่ 15 Rome- Colosseum พวกเราต้องเดินทางไปกรุงโรม แต่เช้า รถออก 9 โมง เอาเสือ้ผ้าและของที่จำเป็นใส่เป้ไป แล้วเอา luggage ฝากไว้ที่โรงแรม อีกสามวันค่อยกลับมาเอา ไปถึงโรมก้อประมาณ บ่ายโมงครึ่ง กรุงโรมสกปรกมาก ผู้คนน่ากัว เค้าบอกว่าเมืองโรมอาชญากรรมเยอะสุดๆ เดินทีนี่โจรมันมาขโมยกระเป๋าไปต่อหน้าต่อตาได้ แต่ยุ้ยไม่เคยโดนเพราะว่าไปกันหลายคน โรงแรมที่จองไว้อยู่ใกล้สถานีรถไฟ Roma-Termini มากๆ เดินประมาณ 4 นาทีก้อถึง เห็นสภาพโรงแรมตอนแรกนึกว่าโรงแรมจิ้งหรีด แต่พอขึ้นไปชั้นสอง ไฮโซมาก เผอิญรู้จักกับเจ้าของโรงแรมชื่อ คุณ Mario เค้าคิดราคาถูกให้ คืนละ 30 ยูโร ต่อคืนต่อคน ถือว่าถูกมากทีเดียวกับห้องแบบนี้ แล้วก้อใกล้สถานีรถไฟอีกตะหาก พอเอากระเป๋าเก็บแล้ว ก้อเริ่มตะลุยกรุงโรมที่แรก คือ โคลอสเซี่ยม (Colosseum or Colosseo ของอิตาลี) เป็นสนามกีฬากลางแจ้งอยู่กรุงโรม เป็นรูปวงกลมก่อด้วยอิฐและหินทราย มีการออกแบบอย่างฉลาดสร้างให้มีลักษณะเป็นรูปวงรี และมีการระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขับขณะเกิดฝนตก เป็นต้นแบบสนามกีฬาต่างๆในปัจจุบัน
โชคดีมากเลย เพราะว่าเป็นเทศกาล Easter พวกเราเข้าฟรีล่ะ ปกติต้องเสียประมาณ 11 ยูโรเชียว เดินๆ ซะทั่วเลย จุใจก้อทันเวลามันปิดพอดี จากนั้นก้อไปเปิดหาน้ำพุเทรวี ซึ่งเป็นที่สำคัญที่ใครมาโรมก้อต้องมาน้ำพุนี้ละ ถ่ายรุปกันจนถึงเย็น ก้อไปเดินซื้อของมาทำdinner กัน ดีที่โรงแรมที่เราจองไว้นั้นมีลักษณะคล้าย hostel คือมีห้องครัวให้ด้วย น้ำที่อิตาลีแพงมากๆ แพงกว่าเบียร์อีก ไอ้อุ๋ยถึงขนาดบอกว่า จะกินเบียร์แทนน้ำเลยก้อว่าได้ วันนี้ทำมาม่า 3 ห่อใส่ไข่ใส่ ไส้กรอก ทำพาสต้าใส่ซอสทูน่ามะเขือเทศ (รสชาติเหมือนปลากะป๋องเลย) กินกันแบบว่าเปรมมากๆ แต่รู้สึกว่ามาม่าจะขายดีมากๆ หมดอันดับแรก ก้อรสมันแซ่บนี่เนอะ จากนั้นนั่งเม้าท์ก่อนนอน (สาวๆ นี่เม้าท์เก่งจริงๆ เกือบตีสองแน่ะกว่าจะได้นอนเฮ้อ...)
วันที่ 16 Vatican (นครรัฐแห่งคริสจักร) แผนของการเที่ยววันนี้คือเราจะไป นครรัฐวาติกัน อยู่ในเมืองโรมนี่แหละ นั่งรถไฟประมาณสิบนาทีก้อถึงแล้ว ไปถึงก้อเกือบเที่ยง ระหว่างทางเข้าวาติกันก้อเจอร้าน shopping อีกแล้ว ที่แรกที่จะไปวันนี้คือ Museum Vatican คนต่อแถวเยอะมาก ประมาณว่าสามชม.ก้อคงจะไม่ได้เข้า มีคนขายทัวร์แบบว่า รัดคิวชาวบ้านเค้าแต่ต้องเสียเงินค่ารัดคิวให้เค้าด้วย ค่าตั๋วเข้าก้อประมาณ 14 ยูโร นับว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่แพงที่สุดเท่าที่เคยเข้ามาในยุโรปนี้ แต่ต้องเสียค่านายหน้ารวมทั้งสิ้น 35ยูโร นั่นก้อหมายความว่า จ่ายค่าเสียเวลาไป 21 ยูโรนั่นเอง (ไม่คุ้มเลยคะ) นี่ขนาดรัดคิวแล้วกว่าจะต่อแถวเข้าได้ก้อประมาณ 20 นาที ทัวร์นี้ดีหน่อยมีไกด์ คอยอธิบายให้ตลอดทาง แต่ก้อไม่ได้ฟังอะไรมากมายหรอก ขี้เกียจฟัง ฟังไม่รู้เรื่อง เพราะมันเป็นการอธิบายเกี่ยวกับภาพวาด ซึ่งมีคริสประวัติเข้ามาเกี่ยวข้อง พวกเราเองก้อศาสนาพุทธ ไม่ค่อยจะซึมซาบสักเท่าไหร่ เดินๆ ไปรอบๆ จนกระทั่ง บ่ายโมงครึ่ง ถึงกินข้าวเที่ยงกัน จากนั้นก้อไปเดินๆ ถ่ายรูปต่อ จนถึงบ่ายสาม เลยไปมหาวิหาร St.Peter
มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (ภาษาอังกฤษ: Basilica of Saint Peter) รู้จักกันโดยชาวอิตาลีว่า Basilica di San Pietro in Vaticano หรือเรียกกันสั้นๆว่าเซนต์ปีเตอร์บาซิลิกา (Saint Peter's Basilica) มหาวิหารนี้เป็นมหาวิหารหนึ่งในสี่ของมหาวิหารหลักในกรุงโรม, ประเทศอิตาลี และ มหาวิหารเซ็นต์พอลนอกกำแพง (St. Paul outside the Walls ที่เป็นที่พำนักของพระสันตะปาปา มียุ้ยเข้าวิหารคนเดียว เพราะคิวต่อแถวนานมาก (โบสถ์นี้เข้าฟรีไม่เสียเงิน แต่ต้องต่อคิวตรวจกระเป๋า) เพื่อนๆคนอื่นไม่เข้าเพราะคิดว่า ต้องเสียเงินค่าเข้าอีก แต่ไหนๆก้อมาแล้ว เลยขอเข้าสักหน่อย คุ้มค่าจริงๆ เพราะในวิหารมีรุปปั้น “ปีเอต้า” ของ ไมเคิลแองเจโร่ ด้วยล่ะ
ปีเอต้า (ภาษาอังกฤษ: Pietà; ) มาจากภาษาอิตาลี ที่แปลว่า ความสงสาร คือหัวเรื่องของคริสต์ศิลปที่เป็นรูปพระแม่มารี ประคองร่างพระเยซูที่เอาลงมาจากกางเขน เป็นหัวเรื่องหนึ่งในชุด “พระแม่มารีผู้เศร้า” (Our Lady of Sorrows) และเป็นฉากหนึ่งใน “ทุกขกิริยาพระเยซู” (Christ’s Passionใครมาวาติกันถ้าไมได้เข้าโบสถ์นี้ก้อถือว่าไม่ได้มานะจะบอกให้ จากนั้นก้อกลับไปที่ Spanish ladder ต่อ กลับโรงแรมซื้อMc Donald กินกันแล้วก้อโซ้ยบะหมี่ที่เหลืออีก 3 ถ้วย ห้าสาวกินกันเปรมมาก ใส่ไข่ด้วย 555 จากนั้นก้อนอนเม้าท์ เล่นไพ่ กว่าจะได้หลับได้นอนตีหนึ่งตีสอง ก่อนนอนวางแผนว่าจะเก็บตกที่ไหนบ้าง วันที่ 17 Last day in Europe วันนี้จะต้องเก็บตกให้หมดในกรุงโรม ก่อนอื่นก้อต้องเอาตั๋วรถไฟสำหรับกลับไปมิลาน ไปจองทีนั่งก่อน จากนั้นก้อเริ่มลุยเก็บตก เอาให้คุ้มทีเดียว เริ่มแรกคือ 1. Castle St.Angello 2. ไปกินข้าวที่ Navona public square 3. วิหารเพนธานอล 4. The Vittoriano Mounment 5. Roman Forum 6. Circus Maximus
แค่นี้ก้อปาไปจะทั้งวันแล้ว พวกเราต้องกลับมาเอากระเป๋าเพื่อขึ้นรถไฟกลับมิลานตอนห้าทุ่ม รถไฟที่มานี่จริงๆไม่ได้ออกจากโรมเป็นที่แรก แต่เป็นรถไฟที่วิ่งจากที่อื่นมาก่อน ดังนั้นคนจึงเยอะแล้วก้อเหม็นมากด้วย เหอๆ ที่สำคัญที่นั่งที่เราจองไว้เนี่ย มีคนขึ้นไปนั่งแล้ว เพราะเค้าใช้ตั๋วแบบไม่ได้จอง ปกติตั๋วแบบนี้จะถูกกว่าปกติ 3 ยูโร แต่ต้องคอยดูด้วยว่ามีคนจองรึเปล่าถ้าไม่มีก้อดีไป แต่ถ้ามีแล้วต้องย้ายทันที โชคดีที่พวกเราไปจองไว้ เลยให้เจ้าหน้าที่ช่วยไล่ออกไป (เพราะพุดกับมันไม่รู้เรื่อง แถมยังหน้าด้านนั่งอยู่ต่ออีก เถื่อนเจงๆ)
วันที่ 18 กลับบ้านแย้ว มาถึงมิลานแล้ว นาฬิกาพวกเรายังเป็น หกโมงเช้าอยู่เลย แต่ทางยุโรปได้ปรับเวลาให้เร็วกว่าปกติ 1 ชม. ดังนั้น ตอนนี้ก้อเจ็ดโมงแล้ว เครื่องออกเที่ยง กลับไปโรงแรมไปเอากระเป๋าก่อนอันดับแรก จากนั้นก้อย้อนกลับไปที่ Milano Centere เพื่อที่จะขึ้นรถบัสไปส่งที่สนามบิน Malpensa ค่ารถประมาณ 6 ยูโร ได้ กว่าจะเดินๆ หาเจอว่ารถบัสมันไปอยู่ไหนก้อทำเอาเดินแทบทั่ว สถานีรถไฟกลางเลย รถบัสวิ่งไปถึงสนามบินก้อใช้เวลาเกือบหนึ่งชม. หลับบนรถบัสเป็นตายเลย เหมือนไม่เคยได้พักผ่อนที่ไหน หนึ่งวันแล้วไม่ได้อาบน้ำ ถึงเมืองไทยก้อคงจะได้ที่ สองวันพอดี 555 พอไปถึง Malpensa แล้วอันดับแรก คือ checkin เพื่อเอา broading pass จากนั้น ก้อไปcustom clearance ให้เค้า stamp ใบ tax refund เพื่อที่จะเอาเงินคืน อยากจะบอกว่า แถวยาวมาก ไม่ได้ง่ายๆเลยนะ อิตาลีนี่ ระบบไม่ดีเลย การเคลียร์ของนี่ต้องเอา item ทุกอย่างที่ซื้อมาโชว์ให้เค้าดูด้วยว่าเราซื้อจริงหรือเปล่า จากนั้นพอกงสุล แสตมป์เรียบร้อยแล้ว ก้อไปเอาเงินคืน อีกชม.นึง เครือ่งจะออก เกือบจะตกเครื่องแล้วเพราะว่า เข้า checkin ขึ้นเครือ่งนี่ crazy มากๆ เพราะว่าคนเยอะมาก แล้วก้อช้ามากๆ ด้วย ถ้าให้มาอีก ก้อคงจะไม่มาแล้ว ขอเลือกไปประเทศอื่นดีกว่า ขึ้นเครื่องนี่เฉียวเฉียด อีก 15 นาทีก้อออกแล้ว เรากะน้องเบลโชคดีอีกแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ขึ้น business class แต่ว่า เครื่องไปลง อะบูดาบีครั้งนี้ คนน้อยมาก พวกเราเลยย้ายไปนั่งข้างหน้า 5555 นอนหลับเป็นตาย สบายดีนักแล ที่นั่ง 4 ที่แต่นั่งกันแค่ 2 คน ชะเอิงเอย
พอเครื่องถึงที่แล้ว น้องเบลก้อแวะซื้อน้ำหอม แล้วก้อช๊อคโกแลตเป็นของฝาก ทริปนี้นับได้ว่าคุ้มเจงๆ ได้ของครบหมด ทุกคนและทุกตัว อิอิ ทำไมน่ะเหรอ เพราะว่าเราก้อแอบเอาผ้าห่มของสายการบินกลับมาให้เจ้าตูบที่บ้านนอนสบายๆ น่ะซิ แล้วก้อไปต่อเครื่อง กลับกรุงเทพฯ ถึงตอนประมาณ เจ็ดโมงเช้า อากาศร้อนใช้ได้ทีเดียว เรียกแท็กซี่ (มันเรียกตั้ง 550 บาทแน่ะ) ถึงบ้านประมาณแปดโมงเช้า อาบน้ำ แล้วก้อให้พ่อซื้อข้าวกระเพรากุ้งปลาหมึก ไข่ดาว แล้วก้อมีเกาเหลาเลือดหมู กินแบบตายอดตายอยากมาก จากนั้นก้อนอนเอาเป็นเอาตาย เหมือนไม่ได้นอนมาหลายวัน ........ อีกสองวันไปเรียน -_-!
|
|
|