Arunee's profile๑۩۞۩๑ Code Name: GGY Ro...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
March 31 กะเหรี่ยงเที่ยวยุโรปติดรูปไว้ก่อนนะ เยอะมาก ต้องรอรูปให้ครบก่อน วันนี้จะเล่าเฉพาะทริปที่สวิสกับฝรั่งเศสก่อนละกัน
กลับมาแล้วล่ะ พร้อมกับประสบการณ์ชีวิตที่แน่นเพียบ ทั้งหมด 18 วัน การเดินทางครั้งนี้ต้องถือว่าโชคดีในหลายๆเรื่อง เรียกได้ว่าตลอดทุกเรื่องเลยก้อว่าได้ นับตั้งแต่วันแรกของการเดินทาง กะเหรี่ยงร่วมอุดมการณ์ครั้งนี้ประกอบไปด้วย ตี๋อุ้ย , ยุ้ยโหย๋ว, ต้อม, และเบลเล่
วันที่ 1 : arrived Geneva คุณแม่ไปส่งที่สุวรรณภูมิ แท็กซี่ขับรถผ่านเจ้าพ่อช้างที่เราเคารพมาก เลยตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้การเดินทางครั้งนี้เป็นไปอย่างสวัสดิภาพ ขอให้เจอแต่เรื่องดีๆ กลับมาจะปั่น paper ให้จบ เครื่องออกเก้าโมงเช้า สายการบิน Etihad แต่ว่าไปช้ามาก สายการบิน last calling หลายครั้งเลย ที่นั่งของ economic class เต็มเค้าก้อเลยให้ไปนั่ง business class แทน 555 เป็นบุญก้นดีแท้ เบาะงี้มีระบบนวดให้ด้วย กะเหรี่ยงเบล กับ ยุ้ย ก้อถ่ายรูปแรดๆ กันเยอะดีนักแล ที่นั่งปรับให้เป็นที่นอนยาวได้อีกตะหาก หลับตลอดทางเลย (จริงๆแล้วน่าจะเป็นหลักการตลาดในการ โปรโมทให้ลูกค้าลองได้นั่งมากกว่าตามบทวิเคราะห์ของนักการตลาดยุ้ย อะนะ ) นั่งจาก Bangkok – Abu dabi แล้วก้อรออีกแค่สิบนาที เปลี่ยนเครื่อง ไปลง เจนีวา ถึงเจนีวาประมาณ หกโมงครึ่ง พี่พลอย เอาเบ็นซ์คันใหญ่มารอรับ ไปส่งบ้านพี่ป้อม กะเหรี่ยงพวกเรา ก้อนอนหนึ่งคืนที่บ้านพี่ป้อมอย่างสบาย การเดินทางราบรื่นไม่น่าเบื่อ ไม่ต้องคอยนาน เริ่ดคะ..
วันที่ 2 : Geneva City tour พี่ป้อมตื่นมาทำข้าวเช้าให้พวกเราก่อนไปทำงาน จากนั้นพี่ปราณี ก้อมารับพวกเราที่บ้านพาไปท่องเจนีวา เดินทางโดยรถราง ตลอดทั้งวันด้วย day pass ticket ราคา 7 ฟรังสวิส เริ่มแรกไปเมืองเก่า (old town) จากนั้นก้อเดินเรื่อยๆ ไป Geneva University ขึ้นโบสถ์ Saint Pierre ไปจนถึงหอคอยเพื่อดูเมืองจากด้านบนเห็น เจนีวาทั้งเมืองสวยมาก (แต่เราว่า Seattle สวยกว่า) แวะกินข้าวเที่ยงที่บ้านพี่ปราณี น้องเบลลงมือปรุงลาบรสแซ่บ แล้วก้อกิน ผัดผักใส่กุ้ง อร่อยโคตร แล้วก้อไปเดินๆต่อ เดินรอบเมืองเลย ขึ้นเรือไปดูน้ำพุแต่ก้อยังเดินไม่หมด เพราะสาวๆ ชอบแวะช๊อปปิ้งตลอด แวะร้านนึงก้อนานเชียว ถ่ายรูปแต่ละที่ก้อนานเหลือเกิน ตกเย็นกลับมากินข้าวบ้านพี่ปราณี กินลาบอีกแย้ว (ติดใจ) มีขนมจีนด้วย อร่อยแท้ ค่ำๆ พี่ปราณีพาไปกินเบียร์ที่ร้านนึง (แต่เราแค่จิบๆอะนะ) สั่งแบบตัวอย่างเค้ามาเป็นชุดมีให้ชิม ห้ารส (งานนี้อุ้ยติดใจมาก) จากนั้นพี่ป้อมก้อขับรถพาไปเที่ยว Discotheque “Le petit Palance” เสียค่าเข้าไป 20 ฟรังสวิส เหอๆ แพงมาก ดึกๆ มีโชว์เต้นรูดเสา สาม เสา เกย์ ,ชาย, แล้วก้อหญิง ผับสวิส แตกต่างจากเมกัน เพราะผับปิดตีสี่ เพราะฉะนั้นจะคึกคักตอนตีสอง พวกเราไปห้าทุ่มนี่แบบว่าเป็นผับร้างเลย พอตีสองคนเริ่มเยอะพวกเราก้อกลับ....เค้าบอกว่า คืนวันอาทิตย์มีโชว์อย่างว่า (เสียดายมาผิดวัน ว๊า... คิคิ)
วันที่ 3 : visit Top of Europe พี่พลอยโทรมาแต่เช้าจะพาไป Top of Europe เพราะซื้อบัตรลดมาจากเมืองไทย ยังไงก้อต้องไปให้ได้ พี่ป้อมทำข้าวผัดให้กินตอนกลางวันจะได้ไม่ต้องไปซื้อ (น่ารักจริงๆ) ขับรถจาก Geneva ออกนอกเมืองผ่าน โลซาน, ไป Interlaken ขับรถกว่าจะไปถึงก้อสองชั่วโมงครึ่งได้ เพื่อที่จะนั่งรถไฟขึ้นเขาไปถึงยอด ภูเขา ที่ชื่อว่า Jungfraujoch (จุงฟาว แปลว่า นมสาว) เนื่องจากว่า ยอดของภูเขาเนี่ยมันมีสองยอดมีลักษณะเหมือนนมสาวตั้ง รถไฟวิ่งวนขึ้นภูเขา ยิ่งสูงหูก้อยิ่งอื้อ แล้วก้อยิ่งหนาว ราคาตั๋วรถไฟถ้าซื้อจากเมืองไทย ราคาเพียง 3,200 บาท แต่ถ้าซื้อที่สวิสเลยก้อ เกือบหกพันแน่ะ คนมาเล่นสกีกันเยอะมากที่ภูเขานี้ พวกเราไปถึงที่แล้ว ถือว่าหนาวมากทีเดียว หายใจทีเหมือนปอดจะแข็ง กะเหรี่ยงอย่างพวกเราใช้เวลานานพอสมควรกับการถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอ เก็กท่าบ้าบอ ฝรั่งมองมันยังอายแทน ตอนเย็นแวะซื้อของที่ระลึก จากนั้นพี่พลอยก้อขับรถกลับพาไปกินข้าวเย็นที่บ้านเค้า เย็นนี้เค้าทำอาหารสวิสที่เรียกว่า raclet (อ่านว่า แค๊กแค๊ท ตัว r อ่านออกเสียง เค) เวลากินต้องเผาชีสให้ละลายก่อนใส่แฮม และผัก กินกะมันต้ม ถือว่าอร่อยใช้ได้ วันนี้ไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่ แต่ว่าง่วงนอนมากมาย เพราะเรานั่งคุยเป็นเพื่อนพี่พลอยตลอดที่พี่พลอยขับรถ ส่วนกะเหรี่ยงที่เหลืออีกสามคน ก้อหลับ..สบาย ตอนกลางคืนต้องนั่งแหกตาหา โรงแรม ตั๋วรถ อีก เพราะพี่ป้อมเบี้ยวไม่ยอมไปฝรั่งเศสด้วย ฮึ่ม...กว่าจะนอนก้อตีสองแน่ะ
วันที่ 4 : Salon De L’auto วันนี้ออกจากบ้านช้ามาก กว่าจะออกก้อปาเข้าไปเที่ยงแล้ว พี่ป้อมขับรถพาไป Montreux เป็นเมือง ที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับ Jazz Festival ขับรถผ่าน Lausanne , Leyon ถ่ายรูปเยอะมากตามประสากะเหี่ยงเช่นเคย แต่วันนี้อากาศไม่ดีเลย ฝนตก พี่ป้อมเลยก้อขับรถไปหาพี่ปราณี พาไปดูงาน Auto show (Salon De L'Auto) ที่ยิ่งใหญ่มากของยุโรป สี่ปีมีหนึ่งครั้ง ปีนี้จัดที่ Geneva งานนี้ยิ่งใหญ่มาก เพราะคนรักรถจากทั่วโลกจะไม่พลาดงานนี้ ทำเอารถติดเพราะหลายคนขับรถมาจากฝรั่งเศส เยอรมัน เข้าเมืองมาดูงานรถ กะเหรี่ยงอย่างพวกเราก้อไม่พลาด เกาะติดสถานการณ์แน่นอน ขึ้นรถเท่ห์ แพงๆ ทุกคันที่เค้าให้นั่ง นอกจากมองรถแล้วก้อยังเหล่หนุ่มตามไปด้วย มีรถแพงๆ ยี่ห้อแปลกๆที่เมืองไทยไม่มีก้อเยอะ แต่เราไม่ค่อยสนใจเรื่องรถเท่าไหร่ เอาเป็นว่า ถูกใจตี๋อุ้ยยิ่งนัก วันนี้เป็นวันสุดท้ายพอดี โชคดีอีกแล้ว แถมพวกเรามีบัตร International Student ก้อได้ส่วนลดเป็นราคาเด็ก อิอิ สถานที่จัดให้ดูงานมีทั้งหมด 3 ชั้น แบบ กว้างๆ กว้างชิปเป๋งเลย เดินขาเมื่อยกันไปข้าง กลับไปพักบ้านพี่ปราณี อาศัยใบบุญกินข้าวฟรีอีกมื้อ เสร็จแล้วพี่ป้อมก้อมารับที่บ้าน คืนวันนี้ โหลดรูปใส่ HD กันเป็นแถว แบบว่าเยอะมากมาย หลังจากนั้น สาวๆกะเหรี่ยงก้อดูวีดีโอโป๊ของตี๋อุ้ยก่อนนอน กรี๊ดดดดดด
วันที่ 5 : Last day in Switzerland วันนี้เก็บตกในที่ๆ ไม่ได้ไป เช่นถนนที่มีธงทุกประจำเมืองทุกเมืองของสวิส ไปถ่ายรูปกับนาฬิกาดอกไม้ประจำกรุงเจนีวา อ้อ..อยากจะบอกว่า เจนีวาไม่ใช่เมืองหลวงของสวิสนะจ๊ะ แต่เป็นเมือง Bern ต่างหาก เข้าใจผิดมาตลอดเลย แล้วก้อไป United Nation เสียดายวันนี้กว่าจะออกจากบ้านพี่ปราณีก้อปาเข้าไปเที่ยงแล้ว ต้องไปจองตั๋วรถไฟอีก คิวก้อนาน วันนี้เลยไม่ค่อยได้เที่ยวอะไรมากมาย ที่สำคัญเสียดายที่สุดคือ ไปถึง UN ตอนที่เค้าปิดพอดี สี่โมงเย็นเลยไม่ได้เข้าไปชมความอลังการ เจนีวาเป็นเมืองที่รวบรวมองค์กรที่สำคัญของโลกไว้ อย่างเช่น UN, WTO, Red cross เราก้อได้แต่เดินผ่านๆ ไม่มีโอกาสได้แวะเข้าไป ตกเย็นพี่ปราณี ทำ Fondue ให้กิน ปกติแล้ว fondue มีสองประเภทคือ ช๊อคโกแลต หรือ ชีส มื้อนี้เป็นอาหารเย็นเลยใช้ชีสไปเคี่ยวให้ละลาย (ที่จริงต้องใส่ไวน์ขาวเพื่อให้เกิดรสหวาน แต่พี่ปราณีลืมใส่ ชีสวันนั้นขมมั่กๆ) แล้วเอาขนมปังฝรั่งเศส จุ่มๆ กิน แถมยังทำแซนวิช ทูน่าให้พวกเราไปกินที่ฝรั่งเศสตอนเช้าอีกตะหาก รถบัสไปฝรั่งเศสออก ห้าทุ่ม จะไปถึงปารีสพรุ่งนี้ตอนแปดโมงเช้า เริ่มตื่นเต้นกับการเดินทางที่ฝรั่งเศสซะแล้วซิ เพราะไม่มีไกด์พาเที่ยวแล้ว ต้องลุยกันเองแล้ว....ว้าว
***********************
วันที่ 6 : Arrive Paris มาถึงปารีส ตอน 8.30 เป๊ะเลย อากาศหนาวมาก (หนาวกว่าสวิสอีก) กะเหรี่ยงทั้ง 4 ยังไม่ได้อาบน้ำเลย สภาพแต่ละคนโทรมกันสุดๆ คราวนี้ไม่มีคนมารับ ไม่มีคนพาเที่ยว (ที่สำคัญไม่ได้กินข้าวฟรี) ต้องเที่ยวกันเอง เริ่มจากหาทางไปโรงแรมจากสถานีรถบัส อันนี้ไม่ยากเท่าไหร่ เพราะถามทางเรียบร้อยแล้ว ราคาตั๋วday pass ticket อยู่ที่ 5 ยูโร แต่ที่ลำบากที่สุดก้อคือว่า ไอ้กระเป๋าใบอย่างกะช้างที่แต่ละคนแบกมานี่ซิ จาก subway ไปโรงแรมต้องเปลี่ยนสถานี ถึง 3 สถานี แค่เปลี่ยนไม่ว่า แต่ที่ต้องเดินขึ้นบันได ลงบันได เพราะสถานีแต่ละที่มันไกลเหลือเกิน (เหมือนที่นิวยอร์กเลย) กระเป๋า 4 ใบกับเวลาที่คนพลุกพล่านตอนเช้าเพราะรีบไปทำงาน รถไฟแต่ละขบวนคนแน่นมาก พวกเราต้องรอให้คนจางๆก่อน โชคดีที่พวกเราไม่ได้หลงรถไฟกันเลย นั่งถูกขบวนตลอด พอไปถึงจุดหมายแล้วก้องง ทิศทางกันอีก ว่าไอ้โรงแรมที่พี่ปราณีจองให้เนี่ย มันอยุ่ไหนกัน (ว่ะ) ดีที่คนเก่งอย่างเรา เคยมีประสบการณ์เดินทางแบบนี้มาก่อน 555 ไอ้เจ้าตี๋อุ้ยก้อเก่งเรื่องแผนที่ และในที่สุดพวกเราก้อไปถึงโรงแรม(จิ้งหรีด) ประมาณ 10.30 กว่าๆ (นี่ใช้เวลาตั้งสองชม. ปกติแล้ว นั่งรถไฟใต้ดินระยะทางประมาณนี้ 20 นาทีก้อถึงแล้ว กะเหรี่ยงจริงๆพวกเรา) เค้าบอกว่าจะเข้าห้องได้ก้อประมาณ บ่ายโมงเพราะฉะนั้น พวกเราก้อยังไม่ได้อาบน้ำ ก้อเลยออกไปเดินสำรวจรอบๆโรงแรมก่อน แล้วก้อหาอะไรกินไปด้วย อาหารมื้อแรกที่สวิส เป็นร้านง่ายๆ กินสองคนหนึ่งจาน จานนึงก้อ 7.5 ยูโร มื้อแรกกินอะไรก้อไม่รู้มีเนื้อแกะด้วย แบ่งกินกับน้องเบล เป็นมื้อที่ถูกที่สุดเพราะคนนึงเกือบ 4 ยูโรเอง (แบบว่าคิดแล้วคิดอีก จะกินยังไงให้ประหยัดที่สุด) เดินๆไปรอบๆ เจอห้าง แล้วก้ออยากจะเข้าห้างซื้อน้ำหอมกันอีก (เจอร้านไหนจำเป็นต้องเข้าที่นั่น ...เฮ้อ) จากนั้นก้อย้อนกลับไปโรงแรม แต่ก้อยังไม่ได้อาบน้ำหรอกนะ เพราะว่าเพื่อนของตี๋อุ้ยที่ อยู่ฝรั่งเศสเค้ามาพอดี อาสาจะพาเที่ยวเย็นวันนั้น พวกเราพอเก็บของเสร็จก้อออกเดินทางอีกแย้ว
ไปเจอ Ma Donald café ก้อเลยเข้าไปกินข้าวเย็นกันที่นี่ ฮ่าๆ..แน่นอน ก้อหารสองกะน้องเบลอีกตามเคย แต่ที่นี่ราคาไม่แพงเท่าสวิส หารกันแล้วก้อตกคนละประมาณสี่ยูโร นั่งเม้าท์สักพัก ก้อไปดู Eiffel Tower ยามค่ำคืน ขอบอกว่าสวยมากมายเจ้าคะ ถ่ายวีดีโอ ถ่ายรูปตามประสากะเหรี่ยงจากนั้นก้อแวะซื้อของที่ระลึก จากคนดำ (ที่คอยหนีตำรวจอยู่เรื่อย) ได้ราคาที่ถูกแสนถูก มีพวงกุญแจรูปหอคอยแล้วก้อ Eiffel เรืองแสง ถูกจัยกะเหรี่ยงยุ้ยยิ่งนัก จากนั้นก้อต้องรีบกลับเพราะโรงแรมปิดประตูตอน 10.30 pm
วันที่ 7 : Mona Lisa @ Musee de louve
วันนี้ต้องเปลี่ยนโรงแรมเพราะโรงแรมที่นอนเมื่อคืนมันเต็ม (แต่ก้อโอเคเพราะถุกมากคนละ 20 ยูโรเอง) ได้โรงแรมใหม่ดีกว่าเดิม นอนห้องเดียวสี่คน ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวด้วยอยู่ในเมือง Bastile คนละ 20 ยูโรต่อคืน ต่อคนเช่นกัน แต่ถูกใจโรงแรมนี้มากกว่าเพราะที่สำคัญจะเข้าโรงแรมกี่โมงก้อได้ ย้ายโรงแรมวันนี้ ออกแนวไฮโซเล็กน้อยเพราะว่า ให้เจ้าของโรงแรมโทรเรียก taxi สองคัน (เพราะมี 4 คน) คิคิ แท็กซี่ทีนี่โคตรดีเลย เอา Benz or BMW มาเป็นแท็กซี่ล่ะ นั่งกันอย่างกะคุณนาย ตกคันนึงก้อประมาณ 15 ยูโรเอง (อยุ่นานวันเข้าเริ่มเห็นว่า 15 ยุโรถูกแสนจะถูก) พอไปถึงโรงแรม เค้าก้อให้ check in ตอนบ่ายอีกแระ เพื่อนของอุ้ยเลยพาไปกินอาหารไทย ร้านที่เค้าทำงานอยู่ ได้กินกระเพราะไก่ มีไวน์แดง แล้วก้อ dessert แสนอร่อย กะเหรี่ยงไม่รู้ตายอดตายอยากมาจากไหน ขอข้าวเพิ่ม ขอไข่ดาวเพิ่มคนละฟอง เจ้าของใจดีมาก ให้พวกเรากินฟรี (ก้อไม่รุ้ว่ากินฟรี จะไม่เรื่องมากขอโน่นขอนี่อย่างนี้อะนะ)
ที่แรกที่เราจะไปคือ Musee de louve เป็นที่ ที่เก็บภาพโนนาลิซ่าที่มีชื่อเสียง และมีปิรามิด (ที่อยุ่ในเรื่อง ดาวินชี โคด) มีปิรามิดสามอัน แต่มีอันใหญ่อยู่ตรงกลาง ยอดของปิรามิด จะแสดงตำแหน่งที่เก็บศพของพระแม่มารี กะเหรี่ยงยุ้ยกะเบลก้อไม่ค่อยรู้อะไรมากมายนอกจากรู้ว่า โมนาลิซา(Mona Lisa) หรือ ลาโชกงด์ (La Gioconda, La Joconde) คือภาพวาดสีน้ำมัน สูง 77 เซนติเมตร กว้าง 53 เซนติเมตร วาดโดยเลโอนาร์โด ดา วินชี ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นภาพที่ทั่วโลกรู้จักกันดีภาพหนึ่ง ในฐานะสุภาพสตรีที่มี รอยยิ้มอันเป็นปริศนา ที่ไม่รู้ว่าเธอจะยิ้ม หัวเราะ หรือร้องไห้กันแน่
วันที่ 8 Versailles Castle
วันนี้เด้งออกจากโรงแรมตั้งแต่ 8.30 น. เพราะต้องออกนอกเมืองไปพระราชวังแวร์ซายส์ เปลี่ยนเป็นนั่งรถไฟ RER โชคดีอีกแล้ว แวะซื้อขนมปังตอนเช้าคนขายเป็นคนไทย แล้วก้อ คนขายตั๋วเป็นคนฝรั่งเศส แต่พูดไทยได้คล่องปร๋อ ก่อนขึ้นรถไฟเจอรองเท้าบู๊ทคุ่ละ 9 ยูโร กะเหรี่ยงสาวก้อซื้อใส่กันคนละคู่ ถ่ายรูปแรดกันสะใจเลยวันนี้ จะมาเล่าคร่าวๆให้ฟังก่อนแล้วกัน ว่า
“ เดิมนั้น แวร์ซายมันเป็นเมืองเล็กๆ มีป่าเขาล้อมรอบต่อมาพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ชอบล่าสัตว์ มองว่าแวร์ซายส์น่าจะเหมาะสำหรับล่าสัตว์เลยให้สร้างตำหนักขึ้นมา แต่ก่อนเป็นแค่กระท่อมเล็กๆพักชั่วคราว ต่อมา หลุยส์ที่ 14 ขึ้นบัลลังก์ ปรับปรุงตำหนักเดิมเพื่อจะให้เป็นศูนย์กลางในการปกครอง ใช้เวลาตั้ง 30 ปีแน่ะกว่าจะสร้างเสร็จ ทุกส่วนทำด้วยหินอ่อนสีขาว ตกแต่งงดงามโคตร แบ่งเป็นห้องๆ แต่ละห้องก้อมีเครือ่งประดับและมีภาพเขียนที่มีชื่อเสียง (คนฝรั่งนี่มันชอบภาพเขียนจริงๆนะ) การก่อสร้างเนี่ย เอามาจากภาษีอากรของราษฎร ต่อมาก้อมีกองทัพบุกยึดวังแล้วก้อจับหลุยส์ที่ 16 กับพระนางมารี ออตัวเนต ประหารด้วยกิโยติน”
เดิน
เดินด้วยรองเท้าบู๊ทวันนี้ ปวดขาจริงๆ เลยแวะโรงแรมเปลี่ยนรองเท้าใส่โค๊ทใหม่เพราะว่าหนาวมาก จากนั้นก้อไปเดินซื้อของกัน ได้นาฬิกา Swatch ให้พ่อเรือนนึง น้องเบล กะคนอื่นๆก้อได้นาฬิกาอย่างน้อยคนละสองเรือน จากนั้นก้อไปเดินร้านหลุยส์ (เดินนานมาก แต่ไม่ซื้อสักกะใบ) แล้วก้อไปกิน dinner ตกท้ายกันที่ร้านอาหารอิตาเลี่ยนหรูเริ่ด หมดไปมื้อนี้ 85 ยุโร (โอ้ววว แม่เจ้า) แล้วก้อไปซื้อขนมกินที่ร้านขนมชื่อดังของฝรั่งเศส ชื่อว่า “Ladure” ตั้งมาตั้งแต่ปี 1862 แน่ะ แล้วก้อกลับที่พัก นอนด้วยความเสียดาย อาหารเย็นไม่อร่อยแถมแพงอีกตะหาก
วันที่ 9 Last day in Paris
วันนี้วันสุดท้ายแล้ว ต้องเก็บตกทุกอย่างที่ไม่ได้ไป กว่าจะเด้งออกจากโรงแรมก้อปาเข้าไป เกือบ สิบโมงเช้า ที่แรกที่ไปคือ ไปซื้อน้ำหอม (เฮ้อ....เราไม่เห็นจะชอบน้ำหอมสักกะนิด) หมดเวลาไปกะร้านน้ำหอม Benlux นี่นานมากๆ เค้าว่านักท่องเที่ยวส่วนมากต้องมาซื้อน้ำหอมที่นี่ มีคนขายคนไทยที่ให้บริการเฉพาะคนไทย จากนั้นก้อไปขึ้น Eiffel Tower ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า Tour Eiffel (เพราะฉะนั้นเวลานั่งรถไฟถ้าเห็น tour ไม่ใช่ไปทัวร์นะ แต่เป็น tower ต่างหาก) หมดไปอีกคนละ 4.8 ยูโร
“หอไอเฟิลมีความสูง 300 เมตร ประมาณตึก ชั้น หอไอเฟิลเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่โด่งดังที่สุดของโลก ตั้งชื่อตามสถาปนิกผู้ออกแบบ “กุสตาฟ ไอเฟิล”
ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ แถมฝนตกด้วย พอฝนหยุดก้อออกมาถ่ายรูปหน้าหอคอยกัน ได้รูปสวยๆเยอะแยะเลย แค่สองที่เกือบจะบ่ายสามโมงแล้ว จากนั้นก้อไป Opera National สวยงามมาก ถ่ายรูปกันนิดหน่อย พอเป็นพิธีให้รู้ว่า “กูได้มาแล้วนะ” แล้วก้อไปห้างดังที่อยู่บนถนน La fayed สาวต้อมก้อขอแวะซื้อเครื่องสำอาง Biotherm ของฝรั่งเศส กะเหรี่ยงยุ้ยและเบลขี้เกียจคอยเลยขอกลับโรงแรมก่อน เพราะเตรียมเก็บของขึ้นรถไฟตอน ทุ่มตรง จริงๆต้องรีบไปเพื่อรอรถไฟแต่นี่หกโมงครึ่งแล้ว ต้อมกะตี๋อุ้ยก้อยังไม่มา โผล่มาอีกทีเวลาคับขันมาก เกือบตกรถไฟไปอิตาลี แน่ะ เฉี่ยวเฉียดโชคดีอีกแล้ว เฮ้อ....
สรุปโดยรวมเกี่ยวกับฝรั่งเศสและสวิส
1. ฝรั่งเศสนี้สูบบุหรี่กันเยอะมาก สูบหนักด้วยเพราะอากาศหนาว เดินไปที่ไหนก้อเจอแต่ก้นบุหรี่ คนที่แพ้บุหรี่ (อย่างยุ้ย) ต้องระวังตัวไว้ให้ดีๆ
2. ผู้คนคักคัก ถ้าเทียบกับสวิส เพราะเป็นประเทศที่เหมาะแก่การท่องเที่ยว ตึกและสถาปัตยกรรมก้อสวยงามมาก
3. พระรางวังแวร์ซายส์ ไม่เห็นจะสวยอะไรมากมายเลย รู้สึกงั้นๆแหละ Heart castle ที่ ซานฟราน สวยกว่าอีกนะ อ้อ..ปกติราคา 13 ยุโร แต่วันที่พวกเราไปได้เข้าแค่ 10 ยูโร อิอิ
4. น้ำหอมและ ของ brandname ก้อราคาถูกกว่าเมืองไทยจริงๆด้วยแหละ
5. ใช้เงินฟรั่งสวิส (1 fr = 30 baht @ March 2008)
6. ที่สวิสนี้ ภาษาที่ใช้คือฝรั่งเศส และเยอรมัน ขึ้นอยู่กับว่า เมืองไหนอยู่ติดกับประเทศอะไร อย่างเจนีวา ติดฝรั่งเศส ก้อจะพุด France แต่ถ้าเป็นตอนใต้อย่าง Zurich ก้อจะพูดเยอรมัน
7. ที่สวิสของแพงมาก ค่าครองชีพสูง กิน Mcdonald ทีเกือบ 10 Fr แน่ะ ทำให้นึกถึงวิชา International Business management เรือ่ง Big mac index ขึ้นมาทันที ฮี่ๆ
8. ที่สวิส คนหน้าบึ้งมาก แต่สวยที่มีทิวทัศน์สวยงาม เงียบสงบ เหมาะกับคนแก่ๆมากกว่า
9. ที่สวิส ไม่มีรถไฟฟ้าใต้ดิน มีแต่รถราง (รถเมล์ไฟฟ้า) ปกติขึ้นไปก้อไม่มีคนตรวจตั๋ว จริงๆจะโกงขึ้นฟรีก้อได้ แต่ถ้าเค้ามาตรวจเมื่อไหร่ไม่มีให้ละก้อ โดนปรับหลายเลย
ติดตามต่อ ภาค 2 (สิบวันที่อิตาลี) |
|
|